คำอธิบายรายวิชา    วิชา  43233   ช่างประดิษฐ์ของชำร่วย

ช่วงชั้นที่   4    จำนวนเวลา   40  ชั่วโมง  /  ภาคเรียน         จำนวน 1.0 หน่วยกิต

คำอธิบายรายวิชา

                         ศึกษาความหมายและโอกาสในการใช้ของชำร่วย  หลักการออกแบบ  ขั้นตอนและวิธีการประดิษฐ์ของชำร่วยแบบต่างๆ   การใช้และการบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์

                         ปฏิบัติงานออกแบบเลือกวัสดุ   ประดิษฐ์ของชำร่วยแบบต่างๆไม่น้อยกว่า  2  ชนิด

คำนวณค่าใช้จ่าย  กำหนดราคาหรือค่าบริการ  จัดจำหน่าย  จดบันทึกการปฏิบัติงาน    ทำบัญชี รายรับ-รายจ่าย  และประเมินผล

                          เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ  และมีทักษะเกี่ยวกับการออกแบบ การประดิษฐ์ของ                              ชำร่วยตามแบบที่กำหนด  และจำหน่ายได้

 

                                          การจัดหน่วยการเรียนรู้ 

 กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี     43233     ช่างประดิษฐ์ของชำร่วย               

 ช่วงชั้นที่ 4    จำนวนเวลา  40  ชั่วโมง / ภาคเรียน         จำนวน  1.0 หน่วยกิต

 

หน่วยการเรียนรู้

ชื่อหน่วยการเรียนรู้

จำนวน ..

1

2

 

3

4

5

6

 

ศึกษาความหมายและโอกาสในการใช้ของชำร่วยได้

บอกหลักการออกแบบขั้นตอนและวิธีการประดิษฐ์ของชำร่วยแบบต่างๆได้

บอกการใช้และการบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ได้

ปฏิบัติการออกแบบเลือกวัสดุประดิษฐ์ของชำร่วยแบบต่างๆได้

คำนวณค่าใช้จ่าย  กำหนดราคาค่าบริการและจัดจำหน่ายได้

จดบันทึกการปฏิบัติงาน  ทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายและประเมินผลงานได้

 

                                                                          รวม

 

4

 

6

8

18

2

 

2

 

40

 

 

สาระการเรียนรู้รายวิชา   43233   ช่างประดิษฐ์ของชำร่วย

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

 

 

สาระการเรียนรู้รายวิชา

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

สาระการเรียนรู้

43233  ช่างประดิษฐ์

             ของ ชำร่วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1.    ความหมายและโอกาสในการใช้ของชำร่วย

2.    จัดลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติและกระบวนการได้เหมาะสมกับงาน

 

3.    รู้จักเลือกวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือ

โดยคำนึงถึงความสะดวกปลอดภัย ประหยัดและผลกระทบต่อสภาพ

แวดล้อม

4.      ปฏิบัติงานด้วยความชื่นชมมีศรัทธา     ในการทำงาน

 

5.    รู้จักการคำนวณระหว่างการทำงาน             และ ปรับปรุงงานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ

 

6.    ปฏิบัติงานจนบรรลุผลได้ชิ้นงานและนำไปใช้ได้จริง

 

                                                                                                                                                         

 

1.    บอกความหมายและโอกาสในการใช้ของชำร่วยได้

2.     บอกหลักการออกแบบขันตอนและวิธีการประดิษฐ์ของชำร่วยแบบต่างๆได้

3.    บอกการใช้และการบำรุงรักษาเครื่องมือ,อุปกรณ์ต่างๆได้   

                                                  4.     ปฏิบัติการออกแบบและ                        

         และเลือกวัสดุประดิษฐ์

        ของชำร่วยแบบต่างๆได้

5.    คำนวณค่าใช้จ่าย กำหนด               ราคาค่าบริการและจัดจำหน่ายได้

6.    จดบันทึกการปฏิบัติงานทำบัญชีรายรับ - รายจ่ายและประเมินผลงานได้

 

 

 

 

 

 

 

 

โครงการจัดการเรียนรู้รายวิชา  43233   ช่างประดิษฐ์ของชำร่วย

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

 

หน่วยที่

สาระการเรียนรู้

เนื้อหา

จำนวน ..

คะแนน

1

 

 

2

 

 

 

3.

 

 

 

 

 

4.

 

 

 

5.

 

 

 

6.

 

 

 

บอกความหมายและโอกาสในการใช้ของชำร่วยได้

 

บอกลักษณะการออกแบบขั้นตอนและวิธีการประดิษฐ์ของชำร่วยแบบต่างๆได้

 

บอกการใช้และการบำรุงรักษาเครื่องมือและอุปกรณ์ได้

 

 

 

ปฏิบัติการออกแบบเลือกวัสดุประดิษฐ์ของชำร่วยแบบต่างๆได้

 

คำนวณค่าใช้จ่าย  กำหนดราคาค่าบริการและจัดจำหน่ายได้

 

จดบันทึกการปฏิบัติงานทำ

บัญชีรายรับ – รายจ่ายและ

ประเมินผลงานได้

                รวม

1.ความหมายของชำร่วย

2.การจัดทำของชำร่วย

3.โอกาสในการใช้ของชำร่วย

1.หลักการออกแบบของชำร่วย

2.ขั้นตอนการออกแบบของ 

    ชำร่วย

3.วิธีการประดิษฐ์ของชำร่วย 

1.หลักการใช้เครื่องมือและ

    อุปกรณ์

2.การบำรุงรักษาเครื่องมือและ

    อุปกรณ์

3.การเลือกใช้เครื่องมือและ

    อุปกรณ์ 

1.ปฏิบัติการออกแบบของ

     ชำร่วย

2.เลือกวัสดุประดิษฐ์ของ

    ชำร่วย

1.วิธีประมาณค่าใช้จ่ายในการ

    ประดิษฐ์

2.วิธีประมาณราคาในการจัด

    จำหน่าย 

1.บันทึกการปฏิบัติงาน

2.ทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย

3.การประเมินผลงาน

4

 

 

6

 

 

 

8

 

 

 

 

 

18

 

 

 

2

 

 

 

2

 

 

40

8

 

 

12

 

 

 

16

 

 

 

 

 

36

 

 

 

4

 

 

 

4

 

 

80

 

ช่วงชั้นที่ 4    43233     ช่างประดิษฐ์ของชำร่วย  

 

หน่วยที่

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น

1

 

2

 

3

 

4

 

5

 

6

 

 

นักเรียนบอกความหมายและโอกาสในการใช้ของชำร่วยได้

นักเรียนบอกลักษณะการออกแบบขั้นตอนและวิธีการประดิษฐ์ของชำร่วยแบบต่างๆได้

นักเรียนบอกการใช้และการบำรุงรักษาเครื่องมือพร้อมอุปกรณ์ได้

นักเรียนปฏิบัติการออกแบบเลือกวัสดุประดิษฐ์ของชำร่วยแบบต่างๆได้

นักเรียนคำนวณค่าใช้จ่ายกำหนดราคาค่าบริการและจัดจำหน่ายได้

นักเรียนจดบันทึกการปฏิบัติงานและจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายได้

 

1.1

 

1.1

 

1.1

 

2.1

 

1.1

 

1.1

 

ข้อที่ 1.1.1

 

ข้อที่ 1.1.1

 

ข้อที่ 1.1.2

 

ข้อที่ 2.1.1

 

ข้อที่ 1.1.1

 

ข้อที่ 1.1.1

 

 

 

หมายเหตุ

1.1.1     มีข้อ   1,2,5,6,        

1.1.2     มีข้อ   3

2.1.1     มีข้อ   4             

 

 

 

 

 

 

 

ลำดับการเรียนรู้

 

สัปดาห์ที่

เรื่องที่เรียนรู้

ตรงกับมาตรฐานการเรียนรู้ที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

ความหมายและโอกาสในการใช้ของชำร่วย

การจัดทำของชำร่วย

หลักการออกแบบของชำร่วย

วิธีการประดิษฐ์ของชำร่วย

ปฏิบัติการออกแบบของชำร่วย

การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์

การเลือกใช้เครื่องมือและอุปกรณ์

การเลือกใช้เครื่องมือและอุปกรณ์

การบำรุงรักษาเครื่องมือและอุปกรณ์

ปฏิบัติประดิษฐ์ของชำร่วย

ปฏิบัติประดิษฐ์ของชำร่วย

ปฏิบัติประดิษฐ์ของชำร่วย

ปฏิบัติประดิษฐ์ของชำร่วย

ปฏิบัติประดิษฐ์ของชำร่วย

ปฏิบัติประดิษฐ์ของชำร่วย

ปฏิบัติประดิษฐ์ของชำร่วย

ปฏิบัติประดิษฐ์ของชำร่วย

ปฏิบัติประดิษฐ์ของชำร่วย

บันทึกการปฏิบัติงานและ ประมาณราคาในการจัดจำหน่าย

จัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย

 

1.1, 1.2, 2.1,

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การตัดเกรด  8  ระดับ 
 

เกรด 0.0 ตั้งแต่คะแนนที่  0  -49

เกรด 1.0 ตั้งแต่คะแนนที่  50-54

เกรด 1.5 ตั้งแต่คะแนนที่  55-59

เกรด 2.0 ตั้งแต่คะแนนที่  60-64

เกรด 2.5 ตั้งแต่คะแนนที่  65-69

เกรด 3.0 ตั้งแต่คะแนนที่  70-74

เกรด 3.5 ตั้งแต่คะแนนที่  75-79

เกรด 4.0 ตั้งแต่คะแนนที่  80-100

 

การตัดเกรดแบบไม่คิดเกรด

 

ผ่านตั้งแต่คะแนนที่………………..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1

เรื่อง  ศึกษาความหมายและโอกาสในการใช้ของชำร่วย

 

ความหมาย      เป็นของที่ระลึกที่มีขนาดเล็กใช้ตอบแทนแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน  และมาบริจาคทุนทรัพย์ในกิจการงาน  ที่ทางเจ้าภาพจัดขึ้น  เพื่อให้เป็นที่ระลึกในการรวมงานกิจกรรมในขณะนั้น

 

           การนำวัสดุมาประดิษฐ์เป็นของชำร่วยมีจุดมุงหมายหลายประการดังนี้

1.   ทำเป็นงานอดิเรก   เมือว่างเว้นจากการทำงานทำให้คนมีเวลาว่างทีจะประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ขึ้นมา

      โดยเลือกเอาวัสดุในท้องถิ่นที่สามารถหาได้ง่ายมาทำของชำรวยแบบต่างๆ เป็นงานอดิเรก เป็น

      การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และเป็นการผ่อนคลายความเครียด

2.    เพื่อเป็นการเสริมรายได้ในครอบครัว   อาชีพหลักของคนไทยส่วนใหญ่ ได้แก่เกษตรกรรมซึ่งจะต้องทำเป็นช่วงเวลา เช่น การทำนา ดังนั้นเมื่อเว้นว่างจากการประกอบอาชีพหลักจึงมีการนำวัสดุในท้องถิ่นมาประดิษฐ์เป็นของชำร่วยเพื่อจำหน่ายเป็นการเสริมรายได้ให้แก่ครอบครัว

3.    ทำเป็นอาชีพหลัก   แต่แรกการประดิษฐ์ของชำร่วยใช้ในครัวเรือนและทำเป็นอาชีพเสริมยามว่างเว้นจากการทำอาชีพหลัก แต่เมื่อการประดิษฐ์ของชำร่วยได้กลายมาเป็นที่นิยมของคนทั่วไป และสามารถทำรายได้ให้มากกว่าการประกอบอาชีพหลัก อีกทั้งต้นทุนในการผลิตต่ำ ทำให้หลายครอบครัวหันมาประกอบอาชีพนี้แทน และมีการทำเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัวเพื่อส่งออกจำหน่ายอย่างจริงจัง เช่น โครงการศิลปาชีพบางไทรได้ส่งเสริมให้คนทำงานหัตถกรรมเพื่อประกอบเป็นอาชีพหลัก 

 

      การวางแผนการประดิษฐ์ของชำร่วย

             เมือเราต้องการที่จะประดิษฐ์ชิ้นงาน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ สิ่งแรกที่เราจะต้องคำนึงถึง ก็คือ การออกแบบ การออกแบบเป็นงานสร้างสรรค์ทางความคิดที่ผู้ทำต้องการจะให้ผลิตภัณฑ์มีรูปร่างสวยงามตามต้องการ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการวางแผนการผลิต มีดังนี้          

1.    การวางเป้าหมาย   เราต้องวางเป้าหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะผลิตขึ้นมา โดยกำหนดไว้ว่าทำเพื่อใคร ไว้ใช้ทำอะไร ราคาเท่าไร เพื่อเป็นขอบเขตหรือใช้เป็นแนวทางในการออกแบบ

2.    กำหนดแนวคิด   ควรกำหนดแนวคิดในเรื่องรูปทรงและขนาดของชิ้นงาน ให้สัมพันธ์กับการใช้งาน

3.    ศึกษาข้อมูล  เราควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภค และกำหนดวัสดุที่จะใช้ โดยเลือกคุณสมบัติของวัสดุให้เหมะสมกับงานที่ออกแบบ วัสดุที่ใช้ต้องเป็นวัสดุที่หาง่ายและจะต้องทราบว่าแหล่งวัสดุที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ไหน  มีมากในฤดูกาลใด โดยที่แหล่งของวัสดุไม่ควรอยู่ไกลจนเกินไปนัก

4.    ศึกษากรรมวิธีในการประดิษฐ์   รวมทั้งกำหนดเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะใช้ในการปฏิบัติงาน หากต้องการผลิตเป็นจำนวนมาก ควรใช้วิธีที่ง่ายๆ ไม่มีขั้นตอนใดที่ยุ่งยาก

5.    คำนึงถึงเศรษฐกิจ  คือประหยัดแต่ได้ประโยชน์คุ้มค่า รวมถึงพิจารณาถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคมว่าจะเป็นไปในทิศทางใด

6.    ตลาดคู่แข่ง  ในการผลิตควรสำรวจตลาดคู่แข่งว่าผลิตภัณฑ์ใดที่มีผู้ทำขึ้นมามาก สินค้าชนิดนี้ผู้บริโภคยังต้องการอยู่หรือไม่ ถ้าตลาดสินค้าอิ่มตัวแล้ว ก็ควรจะออกแบบผลิตภัณฑ์แบบใหม่เพื่อทำการเจาะตลาดผู้บริโภค

               เมื่อได้ข้อมูลต่างๆแล้ว จึงรวบรวมและนำมาประกอบในการออกแบบ แล้วจึงดำเนินการผลิตชิ้นงานตามที่ออกแบบไว้

 

               ปัญหาและแนวทางแก้ไขในการประดิษฐ์ของชำร่วย

1.    ปัญหาในด้านวัสดุ  

       ปัจจุบันวัสดุในท้องถิ่นที่เคยหาง่ายในบางท้องถิ่น เริ่มมีการขาดแคลน เช่น ไม้ไผ่ ซึ่งเป็นวัสดุท้องถิ่นที่มีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย เริ่มหายาก ขาดแคลนและมีราคาแพง สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากมีการนำวัสดุท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์มากขึ้น และใช้อย่างฟุ่มเฟือยเพราะเห็นว่าเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย

แนวทางแก้ไขปัญหาด้านวัสดุ 

แก้ไขด้วยการส่งเสริมให้มีการปลูกทดแทน และนำมาใช้อย่างระมัดระวัง หรืออาจนำวัสดุชนิด

อื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมาใช้แทนกันก็ได้ เช่น นำใบตาลหรือใบมะพร้าวมาใช้แทนใบลานเป็นต้น

2.    ปัญหาในการประดิษฐ์

เนื่องจากในบางท้องถิ่นมีคนหันมาทำผลิตภัณฑ์ของชำร่วยเป็นอาชีพหลักมากขึ้น สินค้าที่ผลิต

ออกมาจึงมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์บางชนิดถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา

แนวทางแก้ไขปัญหาด้านการประดิษฐ์

อาจกระทำได้โดยการจัดตั้งกลุ่มผู้ผลิตหรือมีการรวมตัวกันระหว่างผู้ผลิตด้วยกัน เพื่อกำหนด

ราคากลางของสินค้า ซึ่งวิธีนี้สามารถป้องกันการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางและเป็นการป้องกันปัญหาการขายสินค้าตัดราคากันอีกด้วย

3.    ปัญหาด้านรูปแบบ

รูปแบบในการประดิษฐ์ได้เปลี่ยนไปจากเดิมกล่าวคือ จากจุดมุ่งหมายเดิมที่ผลิตขึ้นเพื่อ

ประโยชน์ในครัวเรือน ซึ่งรูปแบบของผลิตภัณฑ์จะมีเอกลักษณ์และลักษณะเฉพาะถิ่น แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบที่นิยมในท้องตลาดทั่วไปทำให้เอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่เคยมีอยู่สูญหายไป

   แนวทางแก้ไขปัญหาด้านรูปแบบ

          โดยการอนุรักษ์รูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นเอาไว้ โดยจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อเก็บตัวอย่างของผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่นในรูปแบบต่างๆ หรือการเก็บเป็นรูปภาพ และบันทากข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ไว้ ซึ่งวิธีนี้จะต้องมีการประสานงานกันระหว่างภาครัฐบาลและภาคเอกชน

 

( อ้างอิง  นิตยา  เวียสุวรรณ  กลุ่มวิชาการงานอาชีพ  งานผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น  015  .1 - .2ฉบับปรับปรุง .. 2533 พิมพ์ครั้งที่ 9  บริษัทอักษรเจริญทัศน์จำกัด  กรุงเทพฯ  หน้าที่ 2 – 14  )

 

โอกาสในการใช้ของชำร่วย

1.    งานมงคลสมรส

2.    งานบวช  (บรรพชา , อุปสมบท)

3.    งานขึ้นบ้านใหม่

4.    งานฉลองเกษียณอายุราชการ

5.    งานฉลองตำแหน่ง

6.    งานร่วมทำบุญ

7.    บริจาคทรัพย์

8.    บริจาคทุน

9.    งานแข่งขันทักษะวิชาการ

10.           งานแข่งขันด้านฝีมือ  (ด้านอาชีพ)

11.           การแข่งขันกีฬา

12.           การประกวด

13.           การเข้าร่วมประชุม / อบรม / สัมมนา

14.           งานฌาปณกิจศพ

 

 การให้ของที่ระลึกที่ใช้เป็นของชำร่วยจะต้องให้เหมาะสมกับวัย  สถานที่  และประเภทของงานว่าจะใช้ของชำร่วยแบบใดจึงจะเหมาะสม  และดูดีที่สุด

 

 

 

แบบทดสอบ  หน่วยที่  1

 

คำสั่ง             นักเรียนตอบคำถามข้อต่อไปนี้

 

1.    ของชำร่วยหมายถึง……………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

2.    โอกาสไหมที่เลือกใช้ของชำร่วย………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

3.    การใช้ของชำร่วยต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2

เรื่อง  หลักการออกแบบ ขั้นตอนและวิธีการประดิษฐ์ของชำร่วยแบบต่างๆ

 

เทคนิคการใช้สีน้ำ

          การระบายสีน้ำจะต้องหมั่นฝึกฝนและต้องเข้าใจลักษณะของสีน้ำ เพื่อเป็นองค์ประกอบสำหรับหาแนวคิดในการสร้างสรรค์ ซึ่งจะมีลักษณะต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.      สีน้ำเป็นสื่อวัสดุที่ผสมน้ำระบายลงบนกระดาษหรือบนระนาบรองรับอื่นๆ ตามที่ต้องการ

2.      สีน้ำเป็นสีที่มีลักษณะโปร่งใส ไมเห็นเนื้อสีเมิ่ระบายสีน้ำลงบนกระดาษจะเห็นความใสของสีบนพื้นผิวกระดาษ

3.      กรระบาสีน้ำ ถ้าหมั่นฝึกฝนจะยิ่งค้นพบเทคนิคต่างๆมากมา อย่างที่ผู้ปฏิบัติไม่อาจคาดถึงรูปแบบที่ปรากฏล่วงหน้าได้

4.      การระบายสีน้ำจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนตามคุณสมบัติของสีน้ำเพื่อสามารถควบคุมการแสดงออกในภาพตามที่ต้องการได้

5.      แต่ละขั้นตอนของการระบาสีน้ำจะต้องรู้จักการรอคอยเวลา เช่น ความเปียก ความหมาด ซึ่งจำเป็นอย่างยิงในการระบาสีน้ำ

6.      รูปแบบของการระบายสีน้ำ จะต้องมองดูเหมือนลีลาที่ฉับไว มั่นใจ การลงรายละเอียดควรใสแต่น้อย สามารถมองเห็นภาพมวลรวมที่แสดงความคิดรวบอดได้ชัดเจน

สีน้ำประเภทต่างๆ

1.      สีน้ำชนิดบรรจุกล่อง  ภาในกล่องจะแบ่งเป็นชองสี่เหลี่ยมหรือวงกลมหลายช่องสำหรับบรรจุสีในแตละช่อง เนื้อสีจะมีลักษณธเป็นผงอดแน่นเป็นก้อนแข็งเวลาใช้ให้ใช้พู่กันจุ่มน้ำพอประมาณอยาให้มีน้ำมากเกินไป จากนั้นให้ละเลงลงบนสีที่ต้องการ สีก็จะละลายออกมา แตถ้าน้ำมากเกินไปจะทำให้เนื้อสีติดพู่กันเป็นก้อนได้

2.      สีน้ำชนิดบรรจุหลอด  จะบรรจุหลอดละสีและมีหลายขนาด เนื้อสีมีลักษณะเหลวเหมือนยาสันเวลาใช้ให้บีบสีลงบนจานผสมสีเสียก่อน แล้วใช้พู่กันจุ่มน้ำมาละบายสีให้ได้สีเข้มหรืออ่อนตามต้องการ

3.      สีน้ำกระดาษ  เป็นสีน้ำที่ติดอู่บนพื้นผิวกระดาษ ไม่มีเนื้อสี แต่สีจะสดสมากกว่าสีน้ำชนิดอื่น เวลาใช้ให้นำพู่กันจุ่มน้ำแล้วละเลงบนสี สีที่ผิวกระดาษก็จะละลายออกมา ถ้าน้ำมากก็จะละลายออกมามาก แต่ถ้าน้ำน้อยก็จะละลายออกมาน้อย

พู่กัน  พู่กันระบายสีน้ำ มีลักษณะต่างๆกัน ที่ใช้กันทั่วไปคือ พู่กันกลมและพู่กันแบน

1.      พู่กันกลม มีขนแปลงอ่อน เหมาะสำหรับใช้กับสีน้ำหรือสีโปสเตอร์

2.      พู่กันแบน  มีทั้งขนแปลงอ่อนและขนแปลงแข็ง ชนิดขนแปลงอ่อนใช้กับสีน้ำและสีโปสเตอร์ ส่วนชนิดขนแปลงแข็งเหมาะสำหรับใช้กับสีน้ำมัน

ในการระบายสีทั้งพู่กันกลมและพู่กันแบน ชนิดละ 3 ขนาด คือ ขนาดใหญ่ กลาง เล็ก เพื่อการเลือกใช้ให้เหมาะกับการระบายสีในพื้นที่ขนาดต่างๆ กัน

เทคนิคการระบายสีน้ำ

1.      การระบายสีแบบเปียกบนเปียก

เป็นการใช้พู่กันจุมน้ำระบายบนกระดาษวาดเขียนก่อนจากนั้นจึงใช้พู่กันจุมสีที่ผสมกับน้ำค่อน ข้างเหลว ระบายลงไปขณะที่กระดาษยังเปียกน้ำอยู่ ภาพที่ปรากฏจะแสดงให้เห็นความชุม ความซึมของสีแต่ละสี ในระหว่างที่ระบายสีหากเอียงกระดาษรองเขียนให้ทำมุมสูงขึ้น สีจะไหลย้อนทับกัน การระบายสีในลักษณะนี้ จะนิยมระบายกันมากในภาพที่เป็นท้องฟ้าหรือน้ำ หรือผิววัสดุที่มัน

2.      การระบายสีแบบเปียกบนแห้ง

เป็นการระบายสีบนกระดาษที่ไม่ต้องลงน้ำก่อน คำวาเปียกคือ พูกันกับสีคอนข้างเหลว ส่วนแห้งคือ แผ่นกระดาษเป็นการระบายเรียบสีเดียวหรือหลายสี

3.      การระบายสีแบบแห้งบนแห้ง

เป็นการระบายสีทีใช้พู่กันจุ่มสีที่ผสมไว้ค่อนข้างข้น ระบายลงบนกระดาษ การระบาแบบนี้มีประโยชน์ในการเน้นส่วนใดส่วนหนึ่งหรือบริเวณที่เห็นว่าควรทำให้เด่นชัด อีกเทคนิคหนึ่งที่เป็นการระบาสีแบบแห้งบนแห้งคือ การผสมสีที่ระบายค่อนข้างข้น ระบายลงบนสีที่ระบายไว้ก่อนและแห้งแล้ว เป็นการระบาสีใหม่แห้งๆ ทับลงไปจนเกิดเป็นรองรอยพูกันแห้งๆ

4.      การระบายสีแบบแห้งบนเปียก 

เป็นการระบายสีที่ผสมไว้ค่อนข้างข้น ระบายลงบนกระดาษที่เปียกอยู่เทคนิคนี้จะทำให้สีกระจายออกไปเองตามพื้นที่ที่เปียกนั้น สีบางส่วนก็จะเกิดการซึมผสมกันเองด้วย เช่น การระบาต้นไม้หรือภูเขาให้กลืนกับท้องฟ้าหรือซึมเข้าหาท้องฟ้าบางส่วน

ลักษณะของสีโปสเตอร์ 

เป็นสีที่มีความหนาแน่นของเนื้อสี ทึบแสง เรียบ มีลักษณะด้าน สามารถระบายทับซ้อนกันได้หลายครั้ง เมือต้องการระบายใหม่ก็สามารถระบาลงบนสีเดิมที่ระบายอยูก่อนแล้วได้ และยังสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดหรือเปลี่ยนแปลงสีได้ในระหว่างปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้สีโปสเตอร์จึงมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการฝึกระบายสี ซึงง่ากว่าการใช้สีน้ำ ที่มีจังหวะเวลาของความหมาด ความชุ่ม ความเปียก ความแห้งของสีมาเป็นปัจจัยควบคุมการทำงาน

         คนทีเคยชินกับการใช้สีน้ำจะรู้สึกว่าเมื่อใช้สีโปสเตอร์ครั้งแรก อาจไม่ถนัดนักและยังไม่คล่องมือ เพราะเนื้อสีมีความหนืดและไม่ใสเหมือนสีน้ำ จึงสามารถใช้พู่กันขนาดเล็กสำหรับตกแต่งรายละเอียดหรือเขียนเป็นลายเส้นได้ง่ายกว่า

( อ้างอิง สุชาติ  เถาทองและคณะ  ศิลปะทัศนศิลป์ ช่วงชั้นที่ 4  .4-.6  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  บริษัท อักษรเจริญทัศน์ จำกัด  พิมพ์ครั้งที่ 2 .. 2546 หน้าที่ 77-86  ) 

 

สีเคลือบเงา โกเบ

วิธีใช้    คนให้ทั่วก่อนใช้งาน หากต้องการเจือจาง ใช้น้ำมันผสมสีเคลือบหรือไวท์สปิริตชิ้นงานที่

             จะทาต้องแห้งสะอาด ปราศจากคราบไข พื้นผิวที่ไม่เคยทาสีมาก่อน ต้องใช้สีรองพื้นก่อน

             สำหรับงานโลหะ ทาสีรองพื้นกันสนิม 1-2 ครั้ง แล้วทาทับหน้าด้วยสีเคลือบเงา 1-2 ครั้ง   

             สำหรับงานไม้ ทาสีรองพื้นไม้อะลูมิเนียม 1 ครั้ง หรือสีรองพื้นไม้กันเชื้อรา 1-2 ครั้ง แล้ว

             ทาทับด้วยสีเคลือบเงา  โกเบ 2 ครั้ง ระยะเวลาห่างระหว่างชั้น 18-20 ชั่วโมง

คำเตือน  อย่าเก็บไวใกล้ไฟ เก็บให้พ้นมือเด็ก

 

สีน้ำพลาสติก  เทอร์โบ  ใทาภายใน

             เหมาะสำหรับตกแต่งผิวภายในอาคารใช้สะดวกและมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อรา  พื้นผินที่จะทาจะต้องแห้งสนิทปราศจากฝุ่น

วิธีใช้    การทาครั้งแรกให้ผสมน้ำ 1 ส่วน ต่อสี 4 ส่วน และผสมน้ำ 1 ส่วน ต่อสี 5 ส่วน สำหรับการ

             ทาสีครั้งที่ 2 หรือ ทาบนพื้นผิวที่ดูดซึมน้อย ควรทิ้งระยะเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง

             สำหรับการทาแต่ละชั้น สำหรับพื้นผิวปูใหม่ ก่อนทาสีทับหน้า เทอร์โบ ให้ทารองพื้นด้วยสี

             รองพื้นปูนใหม่ 1 ชั้น ส่วนพื้นผิวปูนเก่าที่สีเสื่อมสถาพเป็นฝุ่น ควรขจัดฝุ่นออกแล้วทารอง

             พื้นปูนเก่า 1 ชั้น ทิ้งไว้ให้แห้ง 16 ชั่วโมง แล้วจึงทาทับหน้าด้วยสีพลาสติก เทอร์โบ

คำเตือน  ควรเก็บสีพลาสติก เทอร์โบ ให้พ้นมือเด็กและอยู่ในที่ร่ม 

 

แลกเกอร์สำเร็จรูป    ตราปลาเบ็ด

คุณสมบัติ   เป็นแลกเกอร์คุณภาพสูง ผลิตจากเรซิ่นสังเคราะห์ และไนโตรเซลลูดรส เนื้อพิมพ์

                   เรียบใส เงางามและแห้งเร็ว  เหมาะสำหรับทา หรือพ่นตกแตงภายใน สำหรับงานไม้

                   ทุกชนิด เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ตกแต่งผนังห้อง ฉากกั้น เพื่อเน้นลายไม้ หรือไม้ย้อมสี ให้

                   สวยงามตามธรรมชาติ

วิธีใช้         

1.        พื้นผิวที่จะทาต้องสะอาด แห้ง ปราศจากฝุ่น หรือคราบไข พื้นผิวไม้ควรขัดให้เรียบด้วยกระดาษทราย ทารองพื้นด้วยเท็มโก้ เซนดิ้งแลกเกอร์ซีลเลอร์

2.        ทาแลกเกอร์ 2-3 ครั้ง ทิ้งระยะให้แห้งตัว แต่ละครั้ง 5-10 นาที

3.        ระยะเวลาแห้งผิว 5-10 นาที แห้งแข็ง 1-2 ชั่วโมง

คำเตือน     เก็บให้พ้นมือเด็ก ห่างจากเปลวไฟ  ใช้งานบริเวณที่อากาศถายเทสะดวก

 

แชลแล็คแช่ด้วยเม็ททิลแอลกอฮอล์

ประโยชน์   ใช้ทาไม้ หรือ ย้อมสีในเนื้อไม้

วิธีเก็บ    

               1.    เก็บในที่มีการระบายอากาศอย่างเพียงพอ ให้ห่างจากความร้อน และเปลวไฟ

                   2.   ปิดภาชนะบรรจุเมื่อใช้เสร็จแล้ว

คำเตือน

1.      ใช้ในสถานที่มีอากาศถ่ายเทอย่างเพียงพอ

2.      หลีกเลี่ยงการสูดดมและระวังอย่าให้เข้าตาหรือปากได้

3.      เก็บให้ห่างจากเด็ก

อาการเกิดพิษ   คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ หายใจขัด ตาฟ่าฟาง และอาจตาบอดได้

การแก้พิษเบื้องต้น 

                          ให้รับประทานเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว หลายๆ ครั้ง เพื่อให้อาเจียน หลังจากนั้นให้รับประทานโซเดียมคาร์บอเนต 2 ช้อนโต๊ะ ใช้น้ำ 1 แก้ว ให้ผู้ป่วยพักผ่อนในที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ในกรณีเข้าตา ให้ล้างด้วยน้ำสะอาด หลายครั้งแล้วนำส่งแพทย์

วัตถุมีพิษ

             ห้ามนำไปสูดดม หรือรับประทาน อาจทำให้ตาบอดหรือตายได้

 

แลคเคอร์สำเร็จรูป  ตราปลาวาฬ

คุณสมบัติพิเศษ    ไม่ต้องผสมเจือปนน้ำมัน ชนิดอื่น ซึงใช้ได้ทันที ลักษณะ เป็นแลคเคอร์สำหรับ

                            เคลือบเงา

ประโยชน์          ใช้ขึ้นเงาเฟอร์นิเจอร์ เคลือบโลหะให้เป็นเงางาม และใช้เคลือบไม้ทุกชนิด

คุณภาพ              ทำให้มีเงางามเป็นพิเศษ และทนทาน รับรองถูกแดดถูกฝนและถูกน้ำร้อนไม่

                            ด่าง

วัตถุมีพิษ            ห้ามนำไปสูดดมหรือรับประทาน อาจทำให้ตาบอดหรือตายได้

 

ทินเนอร์  AAA 100 เปอร์เซ็นต์  ตราปลาเบ็ด

คุณสมบัติ           มีส่วนผสมของกลุ่ม อาโรมาติค คีโทน เอสเตอร์ อีเทอร์ ไม่มีเมทานอล

ประโยชน์           สารผสมชนิดนี้ใช้ล้างเครื่องมือ เครื่องจักร แปรงทาสี และเครื่องมือพ่นสี ทีเต็ม

                           ไปด้วยคราบน้ำมัน หรือสีเป็นต้น เป็นสารผสมชนิดอเนกประสงค์

วิธีการใช้           ควรใช้ในสถานที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี เพื่อหลีกเลียงไอระเหยของทินเนอร์ ควร

                           สวมหน้ากาก หรือถุงมือก่อนนำไปใช้

คำเตือน            

1.        เก็บให้พ้นมือเด็ก

2.        ห้ามใช้สูดดม อย่าให้เข้าตาหรือเข้าปาก

3.        เป็นสารไวไฟ เก็บให้ห่างจากความร้อนและเปลวไฟ

 

ทินเนอร์ตราบาร์โก้

คุณสมบัติ           เป็นทินเนอร์สำหรับใช้ผสมสี ประเภทแลกเกอร์  มีส่วนประกอบที่สำคัญ โทลูอีน 

                           ไอโซบิวทานอล เอ็มอีเค

คำแนะนำและคำเตือน   

1.      ทินเนอร์เป็นสารไวไฟ ดังนั้น ควรใช้และเก็บรักษาให้ห่างจากความร้อน หรือบริเวณที่มีประกายไฟ

2.      ควรหลีกเลี่ยงการสูดดมและสัมผัสโดยตรงขณะใช้งาน

คำเตือน             เป็นสารระเหย ห้ามสูดดม เป็นอันตรายต่อชีวิต

 

เรื่อง     การแกะสลัก 

            การแกะสลักโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3  ประเภท คือ

1.  แกะสลักแบบนูนต่ำ   เป็นการแกะสลักที่มีแผ่นหลังรองรับและนูนสูงขึ้นมาจากพื้นเพียงเล็กน้อย  มองเห็นด้านหน้าเพียงด้านเดียว  ตัวอย่างแกะสลักแบบนูนตำที่พบเห็นเสมอๆ  ได้แก่  เหรียญบาท เหรียญตรา  เหรียญรูปพระ  เป็นต้น

2.  แกะสลักแบบนูนสูง   เป็นรูปที่มีแผ่นหลังรองรับ  และมีส่วนที่นูนสูงขึ้นมาจากแผ่นพื้นหลังมากกว่าการแกะสลักแบบนูนต่ำมาก  ความนูนสูงจะแตกต่างกันไปมากบ้างน้อยบ้าง  ตามจุดประสงค์ของการแกะ  การแกะนูนสูงที่เห็นชัดเจน เช่น  รูปแกะบริเวณฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  รูปเหรียญพระแบบนูนสูง  รูปประดับฝาผนังต่างๆ เป็นต้น

3.   แกะสลักแบบลอยตัว   เป็นรูปแกะที่สามารถมองเห็นได้ทุกด้านโดยรอบ  ปกติจะมีฐานรองรับอยู่เพื่อให้ตั้งกับพื้นได้  เช่น  รูปแกะตามอนุสาวรีย์ต่างๆ  รูปเหมือนบุคคล  เป็นต้น

 

เทคนิคการแกะสลัก

       เทคนิคการแกะสลักเป็นวิธีการทางประติมากรรมที่เก่าแก่ เริ่มตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งการแกะสลักจะเป็นกระบวนการทางลบที่มีลักษณะของการนำสวน่อยออกจากส่วนรวมผลที่ได้จะเรียกว่า “รูปสลัก” โดมีเทคนิคการแกะสลักต่างๆ กันตามวัสดุที่ใช้ เช่น การแกะสลักเทียนไข การแกะสลักปูนปลาสเตอร์ การแกะสลักปูนผสมทราย และกรแกะสลักไม้ เป็นต้น ซึ่งเทคนิคแต่ละชนิดจะมีขั้นตอนและวิธีการแกะสักแตกต่างกันออกไป

       เครื่องมือที่ใช้จะมีความคล้ายคลึงกับเครื่องมือของช่างไม้ ซึ่งสามารถเลือกใช้แทนกันได้ แต่ผู้ใช้ควรเลือกขนาดให้เหมาะสมกับงานแต่ละชนิด แต่ละประเภท จึงจะปฏิบัติได้ผลดี

 

1.    เทคนิคการแกะสลักเทียนไข

                เทียนไขเป็นวัสดุมีเนื้ออ่อนนุ่ม สามารถนำมาใช้แกะสลักเป็นรูปทรงต่างๆ ได้ง่าย แต่ข้อควรระวังก็คือ การแกะสลักถ้าแกะออกไปแล้วจะแก้ไขไม่ได้ ดังนั้นผู้แกะสลักจึงต้องมีความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน ซึงการแกะสลักเทียนไขมีขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงาน ดังนี้

 

ขั้นที่ 1     กำหนดต้นแบบให้เรียบร้อยก่อน ว่าภาพหรือสิ่งที่เราต้องการแกะสลักนั้นควรจะมีรูป  

                ลักษณะขนาดเช่นไร จากนั้นจึงจะสามารถเตรียมการในขั้นตอนอื่นๆต่อไป

ขั้นที่ 2     หาวัสดุเหลือใช้ เช่น กล่องกระดาษมาทำเป็นแบบสำหรับหลอเทียนไขและควรได้ขนาด

                กับแบบภาพร่างที่เตรียมไว้ ก่อนการหล่อต้องใช้กาวกระดาษปิดรอยรั่วในส่วนต่างๆ ให้

                เรียบร้อย เพื่อมิให้น้ำเทียนไหลออกได้ เสร็จแล้วจึงหลอมเทียนไขด้วยความร้อนใน

                ภาชนะให้ได้ปริมาณของน้ำเทียนที่พอเพียง ผู้เรียนต้องกะประมาณจำนวนเทียนไขที่จะ

                ใช้ให้พอดีจะได้ไม่สิ้นเปลือง

ขั้นที่ 3     เมื่อนำเทียนที่เทลงไปในแบบเริ่มแข็งตัวได้ที่แล้ว จึงถอดแบบเทียนไขออก นำมาตกแต่ง

               ส่วนของด้านและมุมให้ได้ขนาดที่ต้องการ การตกแต่งผิวพื้นตอนหน้าของเทียนไข ควร

               ใช้เครื่องมือหน้ากว้างที่มีความคมพอสมควร คอยๆ ปาดแต่งไล่ระดับผิวหน้าให้เสมอกัน

                ทั้งนี้เพื่อความสะดวกต่อการแกะสลักในขั้นต่อไป

ขั้นที่ 4     ร่างภาพลงไปบนแผ่นเทียนไขตามแบบร่างที่ออกแบบไว้ การร่างภาพควรใช้ดินสอร่างนำ

                ไปก่อนพอให้เห็นเส้นเค้าโครงโดยรวม เมื่อได้ภาพรวมของภาพร่างแล้ว จึงค่อยใช้เครื่อง

                มือแกะสลักแบบปลายแหลมค่อยๆ ขูด ขีด ตามภาพร่างนั้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ได้เส้นที่มี

                 ความชัดเจน

ขั้นที่ 5     เริ่มลงมือแกะสลักตามเส้นร่างที่กำหนดไว้ พยายามสังเกตดูว่าส่วนใดควรใช้เส้นลึก เส้น

                ตื้น การกดน้ำหนักเครื่องมือแต่ละชนิดจะมีผลตอร่องรอยของการขูด ขีด ให้เกิดความลึก

                ตื้นได้ตามความเหมาะสม ต้องสังเกตแบบร่างที่ออกแบบไว้ว่าส่วนใดควรแกะสลักด้วย

                ลักษณะและวิธีการใด ในขั้นตอนนี้ควรแกะสลักขึ้นรูปโครงสร้างรวมๆ ใหญ่ๆ ไปก่อน

                ไม่ควรรีบร้อนเน้นรายละเอียด

ขั้นที่ 6      เป็นขั้นตอนของการตกแต่งรายละเอียด ด้วยการค่อยๆ ใช้เครื่องมือเก็บราละเอียดในแต่

                 ละส่วนของภาพ สังเกตว่าส่วนใดของภาพทีควรแกะเซาะให้ลึกหรือเก็บเส้นบางส่วนให้

                 คมชัด หรือบริเวณใดควรจะมนกลมกลืนกันไป สำหรับขั้นตอนนี้ผู้ปฏิบัติงานจะต้องมี

                 ความรอบคอบในการทำงาน เพราะถ้าใจร้อน ส่วนของรูปทรงอาจจะไม่สมบูรณ์ได้

 

2.    เทคนิคการแกะสลักปูนปลาสเตอร์

                การแกะปูนปลาสเตอร์เป็นเทคนิคการแกะสลักวิธีการหนึ่งที่มีความเหมาะสม ด้วยการใช้วัสดุที่มีความแข็งปานกลาง สามารถแกะสลักนำส่วนที่ไม่ต้องการออกได้ง่าย ในการแกะสลักปูนปลาสเตอร์มีขั้นตอนและวิธีการแกะสลักดังนี้

ขั้นที่ 1    ก่อนลงมือปฏิบัติทางการแกะปูนปลาสเตอร์ ผู้เรียนควรจะต้องมีการออกแบบภาพร่างต้น

               แบบเพื่อหารูปทรง ที่ต้องการให้ได้ชัดเจนก่อน หากเป็นไปได้ควรออกแบบไว้หลายๆ

               แบบ จากนั้นเลือกแบบที่เห็นว่าเหมาะสมนำมาขยายภายหลัง

ขั้นที่ 2    เตรียมทำกรอบไม้แบบสำหรับหล่อปูนปลาสเตอร์เพื่อใช้ในการแกะสลัก ผู้เรียนสามารถ

              ใช้แผ่นไม้อัดเก่ามาดัดเป็นไม้แบบได้ วัดขนาดความกว้างยาว และสูงตามต้องการ ตอก

               ตะปูยึดติดแผ่นไม้แบบแต่ละด้านเข้าด้วยกัน

ขั้นที่ 3    เมื่อได้กรอบไม้แบบที่ต้องการแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการผสมปูนปลาสเตอร์ในอัตราส่วนน้ำ 1

              ส่วนต่อปูนปลาสเตอร์ 2 ส่วน ควรให้มีเนื้อปูนมากหน่อยเพราะเมือปูนแห้งแล้วเนื้อปูนจะ

              มีเนื้อที่แกร่งไม่อ่อนนุ่มเกินไป และเวลาผสมปูนควรกวนให้ปูนปลาสเตอร์กับน้ำเข้ากัน

              อย่าให้ปูนจับตัวเป็นก้อน โดยค่อยๆ กวนและทำอย่างช้าๆ

ขั้นที่ 4   เมื่อเทปูนปลาสเตอร์ลงไปในแบบไม้แล้ว ให้ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที เมื่อปูนแห้งหรือ

              แข็งตัวดีแล้วจึงถอดแบบไม้ออกจากปูนปลาสเตอร์ จะได้แท่งปูนในขนาดที่ต้องการเหมาะ

              จะนำไปใช้แกะสลักได้

ขั้นที่ 5   เริ่มลงมือแกะสลักตามแบบร่างต้นแบบที่ได้ออกแบบไว้ การแกะสลักปูนปลาสเตอร์ควร

              ใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับการทำงาน  จะด้วยวิธีการสกัด แกะ ถาก หรืออื่นใดก็ตามควร

              เป็นไปอย่างพินิจพิจารณา ในขั้นตอนนี้ควรจะแกะสลักแบบขึ้นโครงโดยรวมทุกด้านของ

              รูปทรง และระวังอุบัติเหตุในการใช้เครื่องมือด้วย ข้อควรปฏิบัติคือควรจะแกะสลักปูน

              ปลาสเตอร์ในกระบะไม้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เศษปูนปลาสเตอร์หล่นเลอะเทอะเปื้อนพื้น

ขั้นที่ 6    เป็นขั้นตอนของการเก็บรายละเอียดในแต่ละส่วนของรูปทรง ส่วนใดมีส่วนลึก เว้า นูน

              ให้ใช้เครื่องมือแต่ละชนิดค่อยๆ แกะสลักและตกแต่งจนได้รูปทรงที่ต้องการ ในขั้นของ

               การทำผิวนูนให้เรียบเนียน อาจใช้ใบมีดปาดตรงบริเวณส่วนผิวหน้าไปมาในทิศทางต่างๆ

               ผิวจะมีความเรียบเพิ่มขึ้นได้ ข้อควรจำในการปฏิบัติแกะสลักปูนปลาสเตอร์ก็คือ ผู้เรียน

               ควรลงมือทำขณะปูนยังหมาดๆ อยู่ เพราะจะสามารถแกะสลักได้ง่าย

 

3.    เทคนิคการแกะสลักปูนผสมทราย

               การแกะปูนผสมทรายเป็นเทคนิคอีกวิธีการหนึ่งที่ต่างไปจากการแกะปูนปลาสเตอร์ โดยการแกะสลักปูนผสมทรายทำได้ด้วยการนำทรายมาเป็นวัสดุใวนการคลุกเค้ลากับปูนปลาสเตอร์เพิ่มขึ้น  ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เนื้อวัสดุผสมชนิดใหม่มีความอ่อนนุ่มขึ้น เพราะมีทรายเป็นตัวผสมในการแกะสลักปูนผสมทรายมีขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงานดังนี้

ขั้นที่ 1    เตรียมหล่อแท่งปูนผสมทราย เช่นเดียวกับเทคนิคการแกะสลักปูนปลาสเตอร์ทากล่าวมา

               แล้ว ขนาดความกว้าง ยาว และสูงให้เป็นไปตามขนาดของแบบที่กำหนดไว้ เตรียมเครื่อง

               มือและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับแกะสลักให้พร้อม ข้อควรระวังในการแกะสลักปูนผสมทราย

               คือควรแกะแท่งปูนในกระบะไม้ที่จัดเตรียมไว้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เศษปูนที่แกะตกหล่นบน

               พื้นซึ่งจะทำให้พื้นสกปรกได้

ขั้นที่ 2    เป็นขั้นตอนของการลงมือแกะสลักด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ผู้เรียนต้องค่อยๆสกัด

               เฉือนหรือตอกด้วยเครื่องมือแบบต่างๆ เพื่อนำส่วนของปูนผสมทรายที่ไม่ต้องการออกไป

               และขึ้นรูปโครงสร้างตามแบบที่ต้องการ ค่อยๆ พลิกแท่งปูนไปตามด้านและมุมต่างๆ

               พิจารณาดูว่าแท่งปูนได้รูปทรงตามแบบโดยรวมหรือยัง

ขั้นที่ 3    หลังจากขึ้นรูปส่วนรวมเป็นเค้าโครงใหญ่ๆ ทั้งหมดแล้ว ผู้เรียนต้องมาตรวจสอบดูว่า

               ส่วนใดยังไม่ได้แกะสลักหรือขึ้นรูปอีกบ้าง เช่น ผลงานชิ้นนี้จะต้องมีส่วนปุ่มยื่นออกมา 4

               จุด เพื่อสำหรับรองรับลูกกลม ผู้เรียนจะต้องเตรียมขูด คว้าน เพื่อเน้นส่วนนี้ให้ยื่นออกมา

ขั้นที่ 4    เป็นขั้นตอนของการตกแต่งและเก็บรายละเอียดในส่วนต่างๆ และขั้นของการจัดเตรียม

               แกะสลัก “ ลูกกลม “ เพื่อนำไปติดลงบนส่วนยอดของรูปทรง รวมถึงการตกแต่งให้พื้นผิว

               เรียบ ในขั้นนี้อาจใช้ใบเลื่อยเป็นเครื่องมือในการขูด ปาด แต่งผิวตอนหน้าได้ และต้องใช้

               ความพิถีพิถันในการปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก ผลงานที่สำเร็จจะได้ออกมาเรียบร้อยสวย

               งาม

 

4.    เทคนิคการแกะสลักไม้

               การแกะสลักไม้เป็นเทคนิคอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มชนประเทศแถบแอฟริกา ส่วนมากจะนิยมใช้ไม้ประเภทเนื้ออ่อน เพราะสามารถแกะสลักได้ง่าย ประการสำคัญเนื้อไม้ควรได้รับการดูแลจากการถูกปลวกและมอดกินด้วย ดังนั้นการเลือกไม้เพื่อใช้ในการแกะสลัก ผู้เรียนควรคัดสรรประเภท  ชนิดของไม้ให้เหมาะสมด้วย การแกะสลักไม้มีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติงานดังนี้

ขั้นที่ 1    เตรียมวัสดุไม้สำหรับแกะสลักและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับการออก

               แบบภาพร่างสำหรับใช้เป็นแบบตัวอย่างในการทำงาน

ขั้นที่ 2    นำไม้ที่เลือกไว้มาตัดเป็นท่อนๆ ให้มีขนาดความสูงลดหลั่นกันไป และมีขนาดของรอบวง

               เส้นผ่าศูนย์กลางแตกต่างกันด้วย พยายามตัดให้ได้ท่อนหรือชิ้นให้มีจำนวนมากและมาคัด

              เลือกหาท่อนหรือชิ้นที่ได้ขนาดความต้องการตามแบบร่างที่ออกแบบไว้ ข้อสำคัญในการ

              เลื่อยไม้ควรจะให้มีส่วนหน้าตัดมีหลายๆแบบ เช่น แบบหน้าตัด แบบเฉียง เป็นต้น

ขั้นที่ 3    เมื่อได้จำนวนชิ้นไม้จำนวนหนึ่งแล้ว ให้เลือกหาขนาดความสูง ความกลมและหน้าตัด

               แบบต่างๆ จากนั้นให้ทดลองวางลงบนพื้นให้ได้ตำแหน่งเป็นจังหวะลดหลั่นกันตามแบบ

               ที่กำหนดไว้ ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยการสังเกตหาความพอดี ลงตัวของกลุ่มรูปทรงชิ้นไม้แต่

               ละชิ้นที่วางลงไป

ขั้นที่ 4    หลังจากจัดวางกลุ่มรูปทรงได้แล้ว ก็เริ่มหาส่วนของรูปทรงแต่ละชิ้นที่จะแกะสลักเป็นรูป

               หรือลวดลายต่างๆ โดยคำนึงถึงความเหมาะสม ความกลมกลืนไปกับกลุ่มรูปทรงด้วยการ

                แกะสลักอาจใช้มีดปลายแหลม หรือเครื่องมือแกะสลักแบบต่างๆ ตัดเจาะผ่าลงไปใน

                เนื้อไม้ให้มีความลึกพอสมควรเพื่อให้เกิดร่องรอย ลวดลายที่น่าสนใจและงดงาม

ขั้นที่ 5    เป็นขั้นตอนของการตกแต่งติดต่อส่วนต่างๆ ให้เรียบร้อยด้วยการติดไม้ ในขั้นตอนนี้หาก

               ผู้เรียนหรือผู้ปฏิบัติงานมีความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ ก็สามารถนำความคิดนั้นมา

               ประกอบลงไปบนกลุ่มรูปทรงได้อีก เช่น การนำส่วนของกิ่งไม้ ดอกไม้ ใบไม้ เป็นต้น มา

               ต่อเติมเสริมรูปทรงให้เกิดความหมายต่างๆ เพิ่มความมีชีวิตชีวาหรือจะแกะสลักเพิ่มเติม    

               ลงไปตามส่วนต่างๆ ให้มีลวดลายเรื่องราวเพิ่มขึ้นก็ได้

 

               เทคนิคการแกะสลักเป็นกระบวนการทางลบ มีลักษณะการปฏิบัติงานต่างๆกัน ผู้เรียนที่ใช้เทคนิคนี้จะต้องมีความกล้า และความมั่นใจในขณะปฏิบัติงานมาก ประการสำคัญจะต้องเรียนรู้ และทำความเข้าใจกับเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆให้ดี เพื่อปฏิบัติเทคนิคการแกะสลักจะประสบผลสำเร็จตามมาด้วย นอกจากนั้นการปฏิบัติตามวิธีการนี้ ผู้แกะสลักต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ให้มาก เพราะอาจได้รับอุบัติเหตุต่างๆ ดังนั้นเวลาแกะสลักควรกำหนดทิศทาง ให้ส่วนคมการแกะสลักออกนอกตัว และจับเครื่องมือให้กระชับแน่นด้วย

 

 

 

(อ้างอิง  สุชาติ  เถาทองและคณะ  ศิลปะทัศนศิลป์   กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ช่วงชั้นที่ 4  .4-.6 บริษัท อักษรเจริญทัศน์ จำกัด  พิมพ์ครั้งที่ 2  .. 2546  กรุงเทพฯ  หน้าที่ 103 – 112 )

 

        ขั้นตอนการแกะสลัก

 

1.    จัดหาสิ่งของเพื่อใช้เป็นแบบแกะ  ได้แก่  การเลือกสิ่งของ  วัตถุ หรืออื่นๆ เพื่อนำมาใช้

2.    เตรียมวัสดุอุปกรณ์    ได้แก่  การเตรียมดินเหนียว, ดินน้ำมัน เครื่องมือแกะสลัก

3.    ปฏิบัติการแกะสลัก เช่น    เมื่อเลือกวิธีแกะ  เช่น  วิธีขดนูนสูง  ลอยตัว  เป็นต้น  ที่เห็นว่าเหมาะสมแล้ว  ให้ดำเนินการแกะไปตามลักษณะงานนั้น

 

หลักการออกแบบ         

1.    ศึกษาข้อมูลความสนใจและความต้องการของท้องตลาด

2.    ลักษณะรูปแบบทันสมัยเป็นที่นิยม

3.    ลักษณะรูปแบบและขนาดกระทัดรัด น้ำหนักน้อย พกพาสะดวก

4.    รูปแบบคงทนไม่แตกหักง่าย

5.    ไม่สกปรกง่าย ขึ้นรา หรือดูดและอมน้ำ

6.    ไม่ยุ่งยากซับซ้อนหรือขั้นตอนการทำยากลำบาก

7.    หาเครื่องมือและวัสดุได้ง่าย ราคาถูก

 

วิธีการประดิษฐ์ของชำร่วย

1.     กำหนดงานที่จะทำ

2.     จัดเตรียมงบประมาณค่าใช้จ่าย

3.     ออกแบบตามความต้องการ

4.     เตรียมวัสดุ

5.     เตรียมเครื่องมือ

6.     เลือกวัสดุและเลือกเครื่องมือ

7.     ลงมือปฏิบัติ

8.     ตรวจสอบชิ้นงาน

9.     ปรับปรุงชิ้นงานให้ดีขึ้นด้วยตนเอง

10.       สำรวจค่าใช้จ่าย

11.       กำหนดราคาเพื่อจัดจำหน่าย

12  ทำบัญชีรายรับ  -  รายจ่าย   ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจัดจำหน่าย

 

 

 

 

แบบทดสอบ  หน่วยการเรียนรู้ที่   2

 

คำสั่ง     นักเรียนตอบคำถามข้อต่อไปนี้

 

1.      นักเรียนบอกลักษณะการออกแบบการประดิษฐ์ของชำร่วยมาให้มากที่สุด  ……………………………… .…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

  2.     นักเรียนบอกวิธีการประดิษฐ์ของชำร่วยมาให้มากที่สุด ……………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3

เรื่อง  การใช้เครื่องมือ อุปกรณ์และการบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์

 

เครื่องมือที่นักเรียนควรรู้จัก

1.    เครื่องมือประเภทตัด

1.1เลื่อย  ใช้ตัดไม้ทำด้วยโลหะเป็นแผ่นบางๆมีฟันเป็นซี่ๆ  ที่นิยมใช้กันมีดังนี้

ก.      เลื่อยตัด  มีฟันถี่ประมาณ 8-12 ซี่ใช้ตัดไม้ตามขวางของเสี้ยนไม้

ข.      เลื่อยโกรก  มีฟันห่างประมาณ 5-8 ซี่ ต่อความยาว 1 นิ้ว ใช้ผ่าไม้ตามความยาวของเสี้ยนไม้

ค.      เลื่อยหางหนู  มีหลายลักษณะเช่น เป็นเส้นโค้งเรียว บางชนิดเป็นแนวตรงมีขนาดใหญ่ไม่มาก ด้ามจับอาจทำด้วยไม้หรือโลหะ ใช้เฉพาะงานฉลุ เลื่อยแต่งวัตถุรูปทรงกลมหรือส่วนโค้งที่มีความยาวไม่มากนัก

ง.      เลื่อยมือ  ใช้ในงานโลหะเป็นส่วนมาก

จ.      เลื่อยรอ  เป็นเลื่อยขนาดเล็กตัวเลื่อยเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวประมาณ 8 – 12 นิ้ว ด้ามจับคล้ายเลื่อยลันดา แต่ลักษณะของด้ามกลม ใช้สำหรับงานที่ต้องการความละเอียดประณีต เช่น ตัดไม้ทำเดือย ตกแต่งการเข้าปากไม้เพื่อให้เนื้อไม้แนบสนิทกัน

ฉ.     เลื่อยอกหรือเลื่อยโครง  ลักษณะรูปร่างเป็นโครงไม้เนื้อแข็ง มีมือจับด้านหัวและท้ายของใบเลื่อย ฟันเลื่อยละเอียดเหมาะสำหรับใช้ตัดลำไม้ไผ่ ปล้อง ข้อ ตา และตอเหง้าไม้ต่างๆ

ช.     เลื่อยฉลุ  ลักษณะคันเลื่อยมีความโค้ง ทำด้วยเหล็กมีด้ามสำหรับจับถือ ใช้ฉลุไม้แผ่นบางๆ ตัดไม้ไผ่ที่ผ่าเหลาเกลาเสี้ยนเรียบร้อยแล้ว หรือใช้ตัดกิ่งไม้ไผ่ หวาย วิธีการเลื่อยต้องตั้งเลื่อยให้ตรงและได้มุมฉากกับกระดานที่ฉลุดึงเลื่อยลงเพื่อให้เลื่อยกินเนื้อไม้ เลื่อยขึ้นลงให้มีจังหวะสม่ำเสมออย่ากระตุกหรือฝืนเลื่อย เพราะจะทำให้ใบเลื่อยหักได้ง่าย

 

การบำรุงรักษา

1.    หลังจากใช้งานแล้วควรทำความสะอาดใบเลื่อยทุกครั้งและทาด้วยน้ำมันป้องกันสนิม

2.    ใช้ตะไบตกแต่งฟันเลื่อยให้คมอยู่เสมอและใช้ตะไบที่มีขนาดพอดีกับฟันเลื่อย

3.    นำไปเก็บไว้ในที่ไม่มีความชื้น  เพื่อป้องกันการเกิดสนิม

2.    เครื่องมือประเภทเจาะ

             สว่าน    เป็นเครื่องมือสำหรับงานเจาะรู สว่านมีหลายประเภทและบางชนิดถอดเปลี่ยนดอกสว่านได้

             2.1   สว่านอัตโนมัติ  ใช้กันมากในงานช่างไม้และงานที่มีความประณีต  เพราะใช้สะดวก  ราคาไม่แพง   การใช้งานไม่ต้องออกแรงมากนัก  ดอกสว่านจะมีขนาดต่างๆบรรจุอยู่ในส่วนที่เป็นด้าม สามารถถอดเปลี่ยนดอกได้ตามความต้องการ

1.2   สว่านข้อเสือ    เป็นเครื่องมือเจาะที่ใช้กับงานไม้ได้สะดวกและถอดเปลี่ยนดอกได้ตามความต้องการ

1.3   สว่านชนิดตั้งโต๊ะและตั้งพื้น   ใช้เจาะงานได้สะดวก  เป็นสว่านที่ใช้มือหมุนโดยใช้ไฟฟ้า  ถอดเปลี่ยนดอกได้ตามความต้องการ

 

การเลือกใช้ดอกสว่าน

               1.  สว่านเจาะ   มีความยาวมากตั้งแต่ 7-10 นิ้ว

               2.  สว่านเกลี้ยง  ใช้เจาะนำตะปูเกลี้ยงและเจาะรูเพื่อร้อยนอต มีโคนเป็นรูปสี่เหลี่ยม

               3.   สว่านเจาะเหล็ก  ใช้เจาะได้ทั้งไม้และโลหะ

                    4.    สว่านรูลึก  ใช้เจาะงานที่มีขนาดลึกมาก ที่ดอกสว่านอื่นๆไม่สามารถเจาะได้

                    5.   สว่านขยายหัว  ใช้เจาะรูได้ตั้งแต่  1 นิ้วขึ้นไป

 

วิธีเจาะรูในการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง

1.    เลือกดอกสว่านให้ตรงกับงาน

2.    ใส่ดอกสว่านและหมุนให้แน่น

3.    ทำเครื่องหมายที่ชิ้นงานก่อนเจาะ

4.    จับชิ้นงานให้แน่นอย่าให้หลุดระหว่างเจาะ

5.    ตั้งสว่านให้ได้ฉากกับชิ้นงานเพื่อป้องกันดอกสว่านหัก

6.    ขณะเจาะจะต้องระมัดระวังชิ้นงานจนกว่าจะเจาะทะลุ

 

การบำรุงรักษา

 

1.     ก่อนใช้งานตรวจสอบความเรียบร้อยและขันเกลียวให้แน่น

2.     หลังใช้งานแล้วควรถอดดอกสว่านออกทุกครั้ง ทำความสะอาดและเก็บดอกให้เรียนร้อย

3.     คลายเกลียวที่ปลายขั้วดอกสว่านทุกครั้ง

4.     เก็บในกล่องให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันการเสียหาย

5.     ชโลมน้ำมันที่ดอกสว่านทุกครั้งที่มีการใช้งาน

3.   สิ่ว    เป็นเครื่องมือของงานช่างไม้ใช้เจาะ บาก เซาะ ตัด ตกแต่ง แกะสลัก และอื่นๆ จะใชังานร่วมกับค้อน 

           3.1    สิ่วโคนแหลม    ก้านสิ่วเป็นรูปเรียวแหลม

3.2   สิ่วโคนกระบอก  ก้านสิ่วจะทำเป็นรูปทรงกรวย

3.3   สิ่วปากบาง รูปร่างแบนโตเท่ากันตลอด

 

การบำรุงรักษา

1.      เลือกใช้ให้ถูกกับลักษณะของงาน

2.      ก่อนใช้ตรวจดูความเรียบร้อยความแข็งแรง

3.      ใช้ด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

4.      ใช้แล้วทำความสะอาดโดยชโลมน้ำมันเพื่อป้องกันสนิม

5.      เก็บไว้ในที่ปลอดภัยอากาศไม่อับชื้นเพื่อป้องกันสนิม

 

การขัดผิวงานด้วยกระดาษทราย

1.    ให้เตรียมแผ่นไม้สำหรับขัดกระดาษทราย

2.    นำกระดาษทรายมาหุ้มซ้อนกับแผ่นไม้สำหรับจับประคองในการขัดผิวงานให้เรียบ

3.    การขัดชิ้นงานที่มีลักษณะกลมจะต้องเตรียมไม้ที่รองกระดาษทรายเป็นรูปทรงกลม

4.    วิธีการขัดจะต้องจับชิ้นงานให้แน่น  ขณะขัดจะต้องออกแรงกด เพื่อให้กระดาษทรายกินเนื้อไม้  ถ้าจะให้ผิวเรียบจะต้องขัดด้วยกระดาษทรายหยาบก่อนแล้วจึงขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด

 

( อ้างอิง กมล  เวียสุวรรณ  งานช่างพื้นฐาน ง 013  .1-.2 บริษัท อักษรเจริญทัศ จำกัด ฉบับปรับปรุง พ.. 2533 พิมพ์ครั้งที่ 8  หน้าที่ 2- 16 )

 

4.  มีด   เป็นเครื่องมือที่ใช้ตัดหรือผ่าไม้ มีดที่นิยมใช้กันมี  2 ชนิด คือ

1.      มีดผ่า  ใช้สำหรับผ่าไม้  แบ่งเป็น 2 แบบคือ

1.1    มีดโต้หัวมน ใช้ตัดไม้ไผ่ หวาย เป็นท่อนๆ ผ่าเป็นชิ้น มีดโต้หัวมนนี้เป็นมีดแบบไทย

1.2    มีดปลายตัด เป็นมีดแบบญี่ปุ่น ใช้ผ่า เหลา ขูด เกลาเสี้ยน และจักตอก

2.      มีดตอก  ใช้สำหรับจักตอกให้เป็นเส้น แต่งเนื้อไม้ ขูดเกลาเสี้ยน มักมีรูปเรียว แหลม ปลายและด้ามงอน ตัวมีดจะสั้นกว่าด้าม เพื่อให้เหมาะแก่การใช้งาน มีน้ำหนักเบาทำให้ใช้งานได้สะดวก

3.      คัตเตอร์    ใบมีดที่ใช้มีลักษณะบางและคมมากใช้สำหรับตัดหรือกรีดกระดาษ ขนาดเล็กสำหรับตัดหรือกรีดกระดาษบาง และขนาดใหญ่พิเศษสำหรับกระดาษแข็งที่มีความหนา เช่น กระดาษจากลังที่บรรจุของขนาดใหญ่

นอกจากนี้ อาจจะมีมีดบางเล็กหรือมีดเจียนหมากไว้สำหรับช่วยงานเล็กๆน้อยๆ เช่น ผ่า

หวาย เจียนแต่งวัสดุต่างๆ มีดบางนี้เป็นมีดที่หาได้ง่ายและมีราคาถูก

4.   คีม  คีมที่ใช้กับงานผลิตภัณฑ์ มี 2 ชนิดคือ

        4.1   คีมไม้  เป็นเครื่องมืออีกชนิดหนึ่ง ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ใช้สำหรับหนีบ หรือ จับชิ้นงาน

        4.2   คีมเหล็ก  เป็นคีมปากยาว มีร่องฟันละเอียดเหมาะสำหรับการคีบดึงปลายหวายที่ผูก 

               พัน หรือเส้นตอกที่สั้นดึงด้วยมือไม่ถนัด

5.    กรรไกร  ใช้สำหรับตัดเศษหวายหรือเส้นตอกในส่วนที่ไม่ต้องการทิ้งไป กรรไกรที่ใช้นี้จะมี

              ปลายงอนเช่นเดียวกับกรรไกรตัดโค้งที่ใช้ตัดโลหะ ระหว่างขากรรไกรมีแหนบสปริง เมื่อปลด

              ขอเกี่ยวจะทำให้ขากรรไกรถ่างอยู่เสมอ ทำให้บีบจับขยับมือได้สะดวก

6.    เหล็กหมาด   เป็นเหล็กปลายแหลมใช้สำหรับเจาะ งัด แงะ มีทั้งเหล็กหมาดปลายแหลม

        และเหล็กหมาดปลายแบน ซึ่งเหล็กหมาดทั้ง 2 ชนิดนี้ เราสามารถทำใช้เองได้ โดยใช้เหล็ก

        ก้านร่มซึ่งเอามาจากร่มชำรุด นำมาตัดให้ยาวประมาณ 5.5 นิ้ว แล้วฝังลงไปในด้ามไม้

        ประมาณ 1.5 นิ้ว จากนั้นนำมาฝนกับหินให้แหลมหรือจะทุบปลายให้แบน แตงปลายให้

        คล้ายปลายลูกศรหรือใบหอก เหล็กหมาดนี้ใช้เจาะรูหรือเจาะเบิกนำช่องเพื่อร้อยหวาย

        สำหรับผูกขอบปากงาน

7.    คราดเลียด   เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแต่งเส้นหวายให้มีขนาดเท่าๆกัน ทำด้วยแผ่นสังกะสี นำ

     มาเจาะรูขนาดต่างๆกัน โดยเรียงลำดับจากรูใหญ่และเล็กลงตามลำดับ ซึ่งมีทั้งรูกลมและรูแบน 

8.   ค้อน   ใช้สำหรับตอกชิ้นงานให้ยึดติดกัน ค้อนที่ใช้ในงาน มักใช้ค้อนที่มีขนาดเล็ก

1.      ค้อนหงอน  ใช้ตอกตะปู ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งเป็นหงอนใช้สำหรับถอนตะปู

2.      ค้อนยาง  ทำด้วยยางแข็ง ใช้ตอกชิ้นส่วนของเครื่องจักร หรือตอกงานที่ผิวละเอียดประณีต

3.      ค้อนพลาสติก  การใช้งานเช่นเดียวกับค้อนยาง

4.      ค้อนไม้  หัวค้อนทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ใช้ตอกชิ้นงานที่จะจับกับปากกา ใช้กับงานวัสดุภัณฑ์ชิ้นใหญ่

9.         ไม้สำหรับกรีดใบลาน  มีลักษณะคล้ายด้ามแปรง มีตะปูตอกเป็นระยะห่างเท่าๆกัน และให้ปลายตะปูโผล่ขึ้น ใช้สำหรับหวีกรีดใบลานหรือกาบกล้วยเพื่อให้เส้นงานที่จะใช้สานถักมีขนาดเท่ากันทุกเส้น

10.     แท่นหุ่นทำด้วยไม้  ซึ่งทำเป็นรูปต่างๆ เช่น รูปกระเป๋า รูปตะกร้า เพื่อใช้เป็นโครงของการถักสานชิ้นงาน เป็นต้น

การใช้และการบำรุงรักษาเครื่องมือ

         การเก็บรักษาเครื่องมือเป็นสิ่งจำเป็นที่เราควรฝึกให้เป็นนิสัย หลังจากการปฏิบัติงานเสร็จแล้ว ควรเก็บเครื่องมือให้เรียบร้อย เพราะการเก็บรักษาเครื่องมือให้ถูกวิธีจะเป็นการช่วยถนอมรักษาเครื่องมือให้ใช้งานได้นาน ไม่ชำรุดหรือเสียหายง่าย และสามารถหยิบใช้ได้สะดวกเมื่อต้องการใช้งาน การจัดเก็บเครื่องมือมีหลายวิธี อาจจะเก็บไว้บนชั้น ในตู้ หรือแขวนไว้กับผนัง โดยแยกเก็บเป็นประเภทการใช้งาน การจัดเก็บแต่ละวิธีจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ ความเหมาะสม ความปลอดภัย และสามารถหยิบใช้ได้สะดวก ซึ่งควรปฏิบัติดังนี้

1.      ก่อนนำมาใช้งานควรตรวจดูสภาพความเรียบร้อยของเครื่องมืออุปกรณ์นั้นๆ ถ้าพบว่าชรุดหรืออยูในสภาพไม่ดีพอไม่ควรนำมาใช้

2.      ก่อนใช้เครื่องมืออุปกรณ์หากไม่มีความมั่นใจหรือไม่ชำนาญในการใช้ ต้องศึกษาการใช้อย่างละเอียดจากครูหรือผู้มีความรู้

3.      ใช้เครื่องมือให้ถูกประเภท ถูกหน้าที่ และวิธีการใช้

4.      ควรใช้เครื่องมืออย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เครื่องมือเกิดการชำรุดเสียหาย และไม่นำเครื่องมืออุปกรณ์มาหยอกล้อเล่นกันเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้

5.      เมื่อปฏิบัติงานเสร็จแล้วต้องเช็ดถูทำความสะอาดเครื่องมือทุกครั้ง ถ้าเป็นเครื่องมือที่ทำด้วยโลหะให้หยอดด้วยน้ำมันเพื่อป้องกันสนิม

6.      เครื่องมืออุปกรณ์ที่มีล๊อค น็อต สปริง หรือปลอก ควรตรวจดูการกดล็อค ต้องกดให้สนิทน็อตขันให้แน่น ถ้าเป็นสปริงต้องกดให้เรียบร้อยก่อนเก็บ ถ้าสปริงชำรุดต้องเปลี่ยนใหม่ทันที เครื่องมืออุปกรณ์ชนิดที่มีปลอกสวมเช่นคีม กรรไกร หรือมีด ต้องสวมปลอกให้เรียบร้อยก่อนเก็บเข้าที่ทุกครั้งที่ใช้เสร็จ

7.      เครื่องมืออุปกรณ์ประเภทเลื่อย  ถ้าคมเลื่อยเปื้อนยางไม้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำมันก๊าดเช็ด แต่ยางไม้บางชนิดอาจเช็ดออกด้วยกรด เช่น น้ำมะนาว หรือน้ำมะขาม เมื่อเช็ดออกสะอาดแล้ว นำไปล้างเช็ดให้แห้งก่อนชโลมน้ำมัน ก่อนไปเก็บใช้ผ้าพันซี่เลื่อยเสียก่อนเพื่อความปลอดภัย

8.      เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย และควรเก็บรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ ในที่ที่จัดไว้โดยเฉพาะ เช่น แผงเก็บเครื่องมืออุปกรณ์ประเภทงานไม้ งานโลหะ และเครื่องมืออุปกรณ์ชิ้นใหญ่ๆ สำหรับเครื่องมืออุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ อาจเก็บในกล่องหรือตู้สำหรับเก็บ

(  อ้างอิง  นิตยา  เวียสุวรรณ  วิชาการงานและอาชีพ  งานผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น  015    .1 – . 2  ฉบับปรับปรุง  .. 2533  พิมพ์ครั้งที่  9  บริษัทอักษรเจริญทัศน์จำกัด กรุงเทพฯ   หน้าที่   9 - 12   )

 

นักเรียนทำแบบทดสอบ  หน่วยการเรียนรู้ที่  3

 

1.    นักเรียนบอกเครื่องมือประเภทตัดและการบำรุงรักษามาให้มากที่สุด…………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

2.    นักเรียนบอกเครื่องมือประเภทเจาะและการบำรุงรักษามาให้มากที่สุด………………………….

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

3.นักเรียนบอกวิธีการใช้กระดาษทรายมาให้มากที่สุด……………………………………………….

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

 

 

 

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 4

 

เรื่อง  การออกแบบเลือกวัสดุประดิษฐ์ของชำร่วยแบบต่างๆ

 

1.        วัสดุจากไม้ไผ่ 

ไม้ไผ่เป็นพืชที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นพืชเมืองร้อน แต่สามารถเจริญเติบโตได้ทุกทวีป สำหรับประเทศไทยมีไม้ไผ่หลายพันธ์เจริญงอกงามได้ดีในทุกภาคของประทศ ไม้ไผ่มีหลายชนิด เช่น ไผ่รวก ไผ่สีสุก ไผ่ซาง ไผ่ตง และไผ่ลำมะรอกเป็นต้น ไม้ไผ่แต่ละชนิดนำมาใช้ประโยชน์ไม่เหมือนกัน ไม้ไผ่ทีควรรู้จักมีดังนี้

1.1        ไผ่รวก  ลักษณะลำต้นตรง ยาวเล็ก ปล้องขนาดกลาง ผิวแข็งมีความคม เมื่อสดมีสีเขียวอ่อน ถ้าแห้งจะเป็นสีเหลือง กาบหุ้มลำต้นมีลักษณะบางสีเทา ขึ้นเป็นกอ ไม่มีหนาม มีตามป่าทั่วไป เนื้อหนา ข้อเกลี้ยงเกลา นิยมใช้ทำเบ็ดตกปลา ปุ้งกี๋ เข่ง มูลี่ สานขัดทำรั้วรอบบ้าน คอกสัตว์ เครื่องดักปลา กระชัง ชะนาง สุ่ม ลอบ และทำกระดาษ

1.2        ไผ่ตง  ลักษณะลำต้นสูงใหญ่มาก เนื้อไผ่แข็ง โคนต้นมีเนื้อหนา ใบใหญ่ ไผ่ตงเป็นพืชเศรษฐกิจ หน่อของไผ่ตงนิยมใช้เป็นอาหาร ลำต้นใช้ในงานก่อสร้างชั่วคราว ใช้เป็นเสาบ้าน เสาร้านค้า  เครื่องจักสานเป็นของใช้ต่างๆ  ได้

1.3        ไผ่ซาง   ลักษณะลำต้นเล็กตรง ปล้องยาวสีเขียว เมื่อลำต้นแห้งแล้วจะมีสีเหลือง กาบสีเทากว้างไม่หนามากนัก เป็นไผ่ก่อใหญ่ ใบเรียวเล็ก นิยมนำมาทำลวดลายตกแต่งเพิ่มเติม เลียด จัก และผ่าออกนำไปติดประกอบโครงสร้างของวัสดุได้สวยงาม เครื่องจักสาน และเป็นอุปกรณ์ในงานก่อสร้างชั่วคราว

1.4        ไผ่สีสุก  ลักษณะลำต้นมีขนาดกลางสีเขียวสด เมื่อแห้งจะมีสีเหลืองเป็นมัน มีหนามเนื้อหนา ข้อเกลี้ยง ขึ้นเป็นก่อใหญ่แน่นทึบ นิยมนำมาทำเครื่องใช้ประเภทกระเป๋า งอบ ถาดใส่ผลไม้ และงานที่ต้องจักสานเป็นลวดลายต่างๆ เช่น เครื่องตักและตวง กระเชอ กระชุก เครื่องเรือน เช่น ฝาขัดแตะ เก้าอี้สาน เสื่อลำแพน เป็นต้น

1.5        ไผ่ลำมะรอก  ลักษณะลำต้นสูงใหญ่ ผิวของต้นเนียนสวยมาก  มีความเหนียว และแข็งทนทานกว่าไผ่ทั่วไป เหมาะสำหรับผ่าจักเป็นตอกใช้จักสาน ใช้ทำโครงหลังคา ผ่าเป็นฟากปูพื้น ทำโครงฝาขัดแตะ ใช้สำหรับโรงเรือนต่างๆ  หรือห้องที่พักอาศัยชั่วคราว

1.6        ไผ่ข้าวหลาม  มีลำต้นโตกว่าไผ่เลี้ยงเล็กน้อย เนื้อหยาบ ขนาดป้องของไม้ไผ่ยาวประมาณ 80 ซม. ตัดป้องให้ข้ออยู่ตรงกลางบรรจุข้าวเหนียวทำเป็นข้าวหลามได้

1.7        ไผ่เลี้ยง  มีลำต้นยาวตรง มีส่วนคดบางเล็กน้อย เมื่อนำมาลนไฟสามารถดัดได้ตามต้องการ ลำของไผ่เลี้ยงนี้มีขนาดเล็กพอกับข้อมือเนื้อหนาเกือบตัน นำมาใช้ประโยชน์เช่น ทำไม้ถ่อค้ำเรือ และจักเป็นตอกนำไปใช้สานได้

 

ประโยชน์ใช้สอยของไม้ไผ่

1.   ประโยชน์ทางด้านการบริโภค  เช่น การนำหน่อไม้ไผ่มาเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ผัด ต้ม แกง หรือนำมาดองจิ้มน้ำพริก

2.        ประโยชน์ในด้านการใช้สอย  เราสามารถนำไม้ไผ่มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ดังนี้

1.      ทำเครื่องเรือนหรือเครื่องเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เตียง แค่ เป็นต้น

2.      ทำภาชนะหรือของใช้ต่างๆ เช่น กระบุง กระจาด ปุ้งกี๋ สุ่มไก่ ลอบดักปลา

3.      ทำเครื่องประดับตกแต่ง โดยนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ เพื่อตกแต่งสถานที่ หรือนำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับต่างๆ เช่น เข็มกลัดติดเสื้อ ทำกระดุม เป็นต้น

4.      ทำของเล่น  ผลิตภัณฑ์ของเล่นที่ทำจากไม้ไผ่มีมากมายหลายชนิด ซึ่งขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ เช่น ม้าโยก รถเข็น ล้อเลื่อน เป็นต้น

5.      ใช้ในการก่อสร้าง  โดยเฉพาะในชนบทนิยมใช้ไม้ไผ่มาปลูกสร้างบ้านเรือนทำรั้วบ้าน ฝาบ้าน หลังคา เพราะหาได้ง่าย

ผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่

      ไม้ไผ่เป็นวัสดุท้องถิ่นที่สามารถหาได้ง่าย ซึ่งถ้าเราอยู่ในท้องถิ่นที่มีไม้ไผ่มาก เราอาจจะทำของชำร่วยจากไม้ไผ่ไว้ใช้เอง หรือจำหน่ายได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนมาก การนำไม้ไผ่มาประดิษฐ์เป็นของชำร่วยต่างๆนั้น ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

1.      การเลือกวัสดุ  เราต้องเลือกประเภทของไม้ไผ่ประเภทต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว พร้อมทั้งพิจารณาโครงสร้างของไม้ไผ่แต่ละชนิดว่ามีวิธีการออแบบและนำไปใช้ประโยชน์ในด้านใดได้บ้าง

2.      การออกแบบ  การออกแบบเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์ทางด้านการนำไปใช้ประโยชน์  ถ้าเราเห็นว่าวัสดุบางชนิดพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ เราก็ออกแบบเพื่อนำไปใช้กับสิงเหล่านั้นโดยเฉพาะเช่น เราอาจจะนำเอาแขนงไผ่ทีมีรูปทรงแปลกๆ มาดัดแปลงจนสามารถที่จะประดิษฐ์เป็นชิ้นงานได้  หรือเราอาจจะสร้างสรรค์เป็นรูปทรงอื่นๆ เช่น แจกัน ถาดใส่ผลไม้ เป็นต้น  งานสร้างสรรค์ด้วยไม้ไผ่ทำได้หลายลักษณะ สามารถกำหนดรูปแบบในการสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระ และอาจจะนำวัสดุอย่างอื่นมาประกอบรูปทรงเพื่อให้เกิดความสวยงามด้วยก็ได้ตามความเหมาะสม

3.      การดำเนินการ  เมือออกแบบและเตรียมวัสดุเรียบร้อยแล้ว ให้เตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้ในการปฏิบัติงานว่ามีอะไรบ้าง กำหนดวิธีการทำแล้วจึงลงมือทำตามแบบที่วาดไว้ เมื่อติดประกอบชิ้นงานเรียบร้อยแล้ว จึงนำมาตกแต่งให้สวยงามอีกครั้งหนึ่ง

 

2. วัสดุจากมะพร้าว

เป็นพืชที่มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน เช่น ใช้เป็นอาหาร ใช้ประกอบอุตสาหกรรม โดยเฉพาะใช้เป็นผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมทั่วไปในปัจจุบัน  มะพร้าวเป็นพืชใบเลี้ยงเดียวมีทั้งพันธุ์สูงและพันธุ์ต้นเตี้ย มะพร้าวพันธุ์ต้นสูงได้แก่ มะพร้าวกะโหลก มะพร้าวใหญ่  มะพร้าวพันธุ์ต้นเตี้ยได้แก่ มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวนกคุ่ม มะพร้าวหมูสีเขียว มะพร้าวหมูสีเหลือง และมะพร้าวไฟ เป็นต้น มะพร้าวเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน จนได้ชื่อว่า “ ต้นไม้ประจำชีวิต “  แหล่งกำเนิดของมะพร้าวกระจายอยู่ตามเกาะและชายทะเลในเขตร้อน สำหรับประเทศไทยมีมากในเขต 14 จังหวัดภาคใต้ 

ส่วนประกอบของมะพร้าว

1.       ราก  รากที่เกิดจากลำต้นเรียกว่า” รากสะโพก “ มีหน้าที่คอยดูดอาหารไปเลี้ยงลำต้น มีรูสำหรับหายใจและถ่ายเทอากาศจากรากออกไปสู่ดิน “ รากสาขา “ จะแผ่กระจายออกไปตามดิน ทำหน้าที่ยึดเหนี่ยวลำต้น

2.       ลำต้น  มีลักษณะเป็นป้องๆ ที่เกิดจากโคนทางของใบและจั่นที่เคยติดอยู่กับลำต้น  ลำต้นเป็นรูปทรงกระบอกสีน้ำตาลเทา ลำต้นมะพร้าวไม่มีการขยายตัว หรือแตกกิ่งก้านสาขา ตาสำหรับเจริญเติบโตมีตาเดียว คือ ที่ยอดมะพร้าว ดังนั้นมะพร้าวจึงเจริญเติบโตด้านความสูงเพียงอย่างเดียว และถ้าตานี้ถูกทำลายหรือเน่า ต้นมะพร้าวก็จะตายไปด้วย

3.       ใบ  ใบมะพร้าวเมื่อสดมีสีเขียวเข้ม ใบเรียวติดเป็นแผงอยู่สองข้างของทางมะพร้าว ทางมะพร้าวจะติดอยู่รอบยอดมะพร้าวเวียนเหมือนตะปูเกลียว แต่ละทางมีความยาวประมาณ  50 – 110 .. กว้างประมาณ  2.5  –  5 ..

4.       ก้าน  ก้านมะพร้าวเป็นส่วนของแกนใบ เป็นกระดูกอยูกลางใบ โคนก้านมีขนาดใหญ่และแข็ง ปลายก้านเรียวเล็กและอ่อน

5.       เยื้อหุ้มคอมะพร้าว หรือรกมะพร้าว  มีสีน้ำตาลลักษณะผิวหยาบระคายไม่แข็งแรง เส้นใบแยกและขาดง่าย แต่สามารถปรับปรุงสภาพให้สามารถใช้ได้โดยใช้วัสดุอื่นมาช่วย เช่น แลคเกอร์ ผ้า ฟองน้ำ เป็นต้น

6.       จั่นหรืองวงมะพร้าว  มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ ช่อดอก “ มีทั้งช่อดอกตัวผู้และช่อดอกตัวเมีย

7.       ผลมะพร้าว  ส่วนที่เป็นเปลือกเรียกว่า “ กาบมะพร้าว “ มีเส้นใสทั้งชนิดสั้นและชนิดยาว

8.       กะลามะพร้าว  ส่วนที่แข็งหุ้มเนื้อมะพร้าว ถ้าผ่าซีก ซีกที่มีตาเรียกว่า” กะลาตัวผู้ “ซีกที่ตัน เรียกว่า “ กะลาตัวเมีย “

ประโยชน์ใช้สอยของมะพร้าว

1.      ราก  รากมะพร้าวใช้ประดิษฐ์เครื่องใช้ในบ้านประเภทตะกร้า ถาด เป็นต้น

2.      ลำต้น  ส่วนของลำต้นที่เป็นโคนซึ่งมีความยาวประมาณ 4-6 เมตร เมื่อต้นแก่สามารถแปรูปเป็นเครื่องเรือน เสารั้ว หรือเสาไฟฟ้าได้ ส่วนที่เหนือจากโคนขึ้นไปมีสภาพเป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่เหมาะสำหรับแปลรูปเป็นเครื่องเรือน นิยมใช้ทำเป็นถ้วย ชาม ถาด เป็นต้น

3.      ใบ  ใช้เป็นวัสดุมุงหลังคา ถักเป็นภาชนะใส่ของชั่วคราว ถักเป็นหมวกกันแดด ถักสานเป็นของเล่นเด็ก ใช้ห่อขนมแทนใบจาก คือ ขนมจาก ใช้ทำเตี่ยวใบตองในการห่อขนมทรงสูงและทรงเตี้ย เป็นต้น

4.      ก้าน  ใช้ทำก้านดอกไม้ประดิษฐ์แทนลวด ใช้ทำไม้กวาดก้านมะพร้าว กระจาดใส่ผลไม้ ตะกร้าใส่ของ หรือทอเป็นลายขัด สำหรับนำมาประดิษฐ์เป็นเสื่อ หรือที่ครอบกระถางต้นไม้ เป็นต้น

5.      เยื้อหุ้มคอมะพร้าว หรือรกมะพร้าว  สามารถนำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้ต่างๆ เช่น รองเท้าแตะ กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ หมวก กล่องใส่กระดาษเช็ดมือ ที่ใส่ซองจดหมายหรือเอกสาร และถังขยะ เป็นต้น

6.      จั่นหรืองวงมะพร้าว  ในส่วนของกาบหุ้มจั่นช่อดอก สามารถนำมาปรับปรุงใช้เป็นเครื่องใช้ตางๆ เช่น ทำโครงเรือกอและ ประดิษฐ์เป็นที่ใส่ซองจดหมาย ที่ใส่กระดาษทิชชู หรืออุปกรณ์ในครัว เช่น มีด หรือช้อน ส้อม เป็นต้น

7.      ผลมะพร้าว  ในส่วนของเส้นใยชนิดสั้นใช้ทำเป็นส่วนไส้ของเบาะ เก้าอี้ ที่นอน หรือทำแท่งเพราะชำ ส่วนเส้นใยชนิดยาวใช้ทำแปรง พรมปูพื้น พรมเช็ดเท้า เชือกสำหรับใช้ในการประมง เป็นต้น

8.      กะลามะพร้าว  ทำเครื่องใช้ได้หลายชนิด เช่น กระบวยตักน้ำ ทัพพี ปิ่นโต กระติกน้ำ อุปกรณ์การทำขนม ที่กรองกากอาหาร หรือกระชอน เป็นต้น ปัจจุบันกะลามะพร้าวนำไปประดิษฐ์เป็นของใช้สำหรับสุภาพสตรี เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ และ เครื่องประดับ เช่น เข็มขัด ต่างหู กระดุมเสื้อ เข็มกลัด กิ๊ปติดผม เป็นต้น

( อ้างอิง วณิชา  เพชรสุวรรณ  กลุ่มวิชาการงานและอาชีพ  โครงงานผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น       321 – 322  . 3  ฉบับปรับปรุง พ.. 2533 พิมพ์ครั้งที่ 1  บริษัท อักศรเจริญทัศน์ จำกัด  กรุงเทพฯ  หน้าที่  27 –  30  )

3.  วัสดุจากไม้เนื้ออ่อน

            ไม้เนื้ออ่อนเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายโดยทั่วไป มีอยู่แทบทุกภาคในประเทศไทย ราคาก็ไม่แพงมากนัก นอกจากนั้นเรายังสามารถหาได้เอง เมื่อนำมาคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์จนเกิดความงามแล้วผลิตภัณฑ์จากไม้เนื้ออ่อนก็เป็นของชำร่วยหรือเครื่องประดับที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

             งานประดิษฐ์ด้วยไม้เนื้ออ่อนทำไม่ยาก เพียงแต่เราสะสมไม้เนื้ออ่อนที่เป็นวัสดุไว้ เช่น ไม้ฉำฉา ไม้ระกำ หรือไม้โมก ให้ได้จำนวนหลายๆชนิด แล้วมาพิจารณาออกแบบดูว่า เราจะนำมาประดิษฐ์เป็นอะไร เช่น เราอาจจะทำเป็นเข็มกลัดติดเสื้อ เป็นรูปปลาหลายๆชนิด ทำเป็นรูปนกชนิดต่างๆ หรือนำมาแกะสลักทำเป็นภาพประดับฝาผนัง

             นอกจากการแกะสลักไม้เนื้ออ่อนเป็นรูปสัตว์ต่างๆแล้ว เรายังสามารถนำไม้เนื้ออ่อนมาประกอบเป็นชิ้นงานอื่นๆได้อีก เช่น ชั้นวางกระถางต้นไม้ ที่ใส่ดินสอ ชั้นวางของเล็กๆน้อยๆ หรือนำมาทำเป็นของใช้ต่างๆ เช่น จานรองแก้ว ทัพพีตักข้าว ไม้พายกวนขนม หวี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบให้เหมาะสมกับคูรสมบัติของวัสดุนั้นๆ 

 

การประดิษฐ์ชิ้นงานจากไม้เนื้ออ่อน

1.       เลือกไม้เนื้ออ่อนที่มีขนาดเหมาะกับงาน

2.       ควรเลือกดูแบบที่เหมาะสมและออกแบบลงในกระดาษวาดเขียน

3.       ร่างแบบลงบนแผ่นไม้ทีเราต้องการจะแกะสลักให้ได้ตามรูปทรงนั้น การพิจารณาแบบที่จะนำมาปฏิบัติควรเลือกแบบที่เหมาะสม และมีขนาดพอดีกับไม้ที่จะใช้ปฏิบัติ

4.       ใช้เลื่อยฉลุหรือเลื่อยหางหนูเลื่อยขอบนอกตามแบบที่ออกไว้ให้หมดทุกด้าน

5.       เมื่อเลื่อยชิ้นงานเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ใช้กระดาษทรายขัดขอบชิ้นงานให้เรียบร้อย

6.       ใช้เครื่องมือแกะสลักแกะลวดลายบนชิ้นงาน ตกแต่งงานที่ออกแบบไว้ให้ได้รูปทรงสวยงามตามที่ต้องการ

7.       นำไปตกแต่งด้วยวัสดุอื่น หรือระบายสีตกแต่งให้สวยงามตามต้องการ หลังจากนั้นให้ทาแลคเกอร์เคลือบสีที่ทาไว้อีกชั้นหนึ่ง ก็จะได้งานประดิษฐ์ที่ทำด้วยไม้เนื้ออ่อน

 

( อ้างอิง  นิตยา  เวียสุวรรณ   กลุ่มวิชาการงานและอาชีพ  งานผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น      015  . 1 – . 2  ฉบับปรับปรุง พ.. 2533  พิมพ์ครั้งที่ 9  บริษัท อักษรเจริญทัศน์ จำกัด  กรุงเทพฯ  หน้าที่ 57 – 58  )

 

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 5

เรื่อง  คำนวณค่าใช้จ่าย กำหนดราคาค่าบริการและการจัดจำหน่าย

 

-         การสำรวจข้อมูลตลาด

 

1.    สำรวจย่านการค้าที่มีคนสันจรมากๆ เพื่อหาลูกค้า

2.    สำรวจว่ามีผู้บริการจำหน่ายของชำร่วยอยู่ก่อนหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่แย่งลูกค้ากัน

3.    สำรวจของชำร่วยที่ลูกค้าต้องการและกำลังนิยม

4.    สำรวจราคาค่าบริการที่ลูกค้าพอใจและยอมรับในราคาได้

5.    สำรวจแหล่งขายอุปกรณ์ที่สามารถจัดซื้อสำหรับบริการลูกค้า ได้สะดวกรวดเร็วและทันเวลา

6.    นำข้อมูลมาสรุปและวิเคราะห์ สถานที่และกำหนดราคาค่าบริการ

 

-         การกำหนดราคาในการจัดจำหน่าย

 

1.    จากวัสดุที่ใช้ทำ

2.    จากอุปกรณ์ประกอบ เช่น สี,แล็กเกอร์ และเครื่องมือ

3.    จากการใช้เวลา ค่าแรง และคุณภาพฝีมือ

4.    จากความสวยงาม ความคงทน ความแข็งแรง

5.    จากรูปแบบที่ทันสมัยและรูปแบบที่กำลังนิยม

6.    สถานที่ในการจัดจำหน่าย

 

การตลาด

        การตลาดนับว่ามีความสำคัญในการดำเนินธุรกิจทุกรูปแบ  เมื่อมีผลผลิตออกมาแล้ว ก็จะต้องมีตลาดเพื่อรองรับสินค้าที่ทำออกจำหน่ายเพราะถ้าผลิตสินค้าออกมาแล้ว แต่ไม่สามารถจำหน่ายได้ธุรกิจนั้นก็ไม่สามารถดำเนินอยู่ได้ การดำเนินงานทางด้านตลาดเป็นงานที่เกี่ยวกับองค์ประกอบ 4 ประการดังนี้

1.        ผลิตภัณฑ์  ได้แก่ ตัวสินค้าที่ผลิตขึ้นมา จะต้องมีคุณภาพ มีรูปแบบสวยงามน่าใช้ และมีความคงทน

2.        การกำหนดราคา   การกำหนดราคาสินค้าจะต้องให้เหมาะสมกับคุณภาพของสินค้า

3.        ช่องทางการระบายสินค้าหรือการคมนาคมขนส่ง  ทำอย่างไรสินค้าถึงจะไปถึงมือผู้บริโภคได้สะดวกและรวดเร็ว โดยที่สินค้าไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางและไม่เสียค่าขนส่งมากนัก

4.        การส่งเสริมทางการตลาด  ได้แก่  การโฆษณาสินค้าโดยผ่าทางสื่อต่างๆ เช่น วิทยุ ป้ายโฆษณา โทรทัศน์  เป็นต้น

จะเห็นได้วา  ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจขนาดเล็ก งานทางด้านการตลาดมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และสิ่งสำคัญที่เป็นการส่งเสริมทางการตลาดอย่างถาวร ก็คือ การรักษาคุณภาพของสินค้า นอกจากนี้จะต้องมีการศึกษาข้อมูลเพื่อเจาะตลาดผู้บริโภค ว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นมาเหมาะกับกลุ่มบุคคลหรือเป็นที่นิยมของกลุ่มบุคคลใดหรือไม่ เพื่อจะได้ทำการส่งเสริมการตลาดได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

 

 

(  อ้างอิง  นิตยา  เวียสุวรรณ   กลุ่มวิชาการงานอาชีพ  งานผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น    015  .1 -  .2  ฉบับปรับปรุง พ..2533  พิมพ์ครั้งที่ 9  บริษัท อักษรเจริญทัศน์ จำกัด   กรุงเทพฯ   หน้าที่ 14 – 15  )

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 6

เรื่อง  จดบันทึกการปฏิบัติงาน และจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

 

-          การสำรวจข้อมูลตลาด

1.    สำรวจย่านการค้าที่มีคนสันจรมากๆ เพื่อหาลูกค้า

2.    สำรวจว่ามีผู้บริการจำหน่ายของชำร่วยอยู่ก่อนหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่แย่งลูกค้ากัน

3.    สำรวจของชำร่วยที่ลูกค้าต้องการและกำลังนิยม

4.    สำรวจราคาค่าบริการที่ลูกค้าพอใจและยอมรับในราคาได้

5.    สำรวจแหล่งขายอุปกรณ์ที่สามารถจัดซื้อสำหรับบริการลูกค้า ได้สะดวกรวดเร็วและทันเวลา

6.    นำข้อมูลมาสรุปและวิเคราะห์ สถานที่และกำหนดราคาค่าบริการ

 

-          การกำหนดราคาในการจัดจำหน่าย

1.    จากวัสดุที่ใช้ทำ

2.    จากอุปกรณ์ประกอบ เช่น สี,แล็กเกอร์ และเครื่องมือ

3.    จากการใช้เวลา ค่าแรง และคุณภาพฝีมือ

4.    จากความสวยงาม ความคงทน ความแข็งแรง

5.    จากรูปแบบที่ทันสมัยและรูปแบบที่กำลังนิยม

6.    สถานที่ในการจัดจำหน่าย

 

การตลาด

        การตลาดนับว่ามีความสำคัญในการดำเนินธุรกิจทุกรูปแบ  เมื่อมีผลผลิตออกมาแล้ว ก็จะต้องมีตลาดเพื่อรองรับสินค้าที่ทำออกจำหน่ายเพราะถ้าผลิตสินค้าออกมาแล้ว แต่ไม่สามารถจำหน่ายได้ธุรกิจนั้นก็ไม่สามารถดำเนินอยู่ได้ การดำเนินงานทางด้านตลาดเป็นงานที่เกี่ยวกับองค์ประกอบ 4 ประการดังนี้

1.      ผลิตภัณฑ์  ได้แก่ ตัวสินค้าที่ผลิตขึ้นมา จะต้องมีคุณภาพ มีรูปแบบสวยงามน่าใช้ และมีความคงทน

2.      การกำหนดราคา   การกำหนดราคาสินค้าจะต้องให้เหมาะสมกับคุณภาพของสินค้า

3.      ช่องทางการระบายสินค้าหรือการคมนาคมขนส่ง  ทำอย่างไรสินค้าถึงจะไปถึงมือผู้บริโภคได้สะดวกและรวดเร็ว โดยที่สินค้าไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางและไม่เสียค่าขนส่งมากนัก

4.      การส่งเสริมทางการตลาด  ได้แก่  การโฆษณาสินค้าโดยผ่าทางสื่อต่างๆ เช่น วิทยุ ป้ายโฆษณา โทรทัศน์  เป็นต้น

จะเห็นได้วา  ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจขนาดเล็ก งานทางด้านการตลาดมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และสิ่งสำคัญที่เป็นการส่งเสริมทางการตลาดอย่างถาวร ก็คือ การรักษาคุณภาพของสินค้า นอกจากนี้จะต้องมีการศึกษาข้อมูลเพื่อเจาะตลาดผู้บริโภค ว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นมาเหมาะกับกลุ่มบุคคลหรือเป็นที่นิยมของกลุ่มบุคคลใดหรือไม่ เพื่อจะได้ทำการส่งเสริมการตลาดได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

 

(  อ้างอิง  นิตยา  เวียสุวรรณ   กลุ่มวิชาการงานอาชีพ  งานผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น    015  .1 -  .2  ฉบับปรับปรุง พ..2533  พิมพ์ครั้งที่ 9  บริษัท อักษรเจริญทัศน์ จำกัด   กรุงเทพฯ   หน้าที่ 14 – 15  )

 

เรื่อง      การบันทึกการปฏิบัติงานและการทำบัญชีรายรับ  -  รายจ่าย

-       การบันทึกการปฏิบัติงาน

1.    ออกแบบผลิตภัณฑ์

2.    จัดหาวัสดุ

3.    เตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์

4.    ลงมือปฏิบัติตามแบบที่ออกแบบไว้

5.    บันทึกการจัดทำของชำร่วยตั้งแต่ต้นจนกระทั้งได้ผลงานเสร็จสมบูรณ์

-         การจัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย

1.    ตีตารางทั้งด้านรายรับและด้านรายจ่าย

2.    บันทึกรายการรายรับและรายจ่ายลงในตาราง

3.    จดบันทึกเป็นวันๆ จนครบ 1 เดือน และจดบันทึกแบบนี้ทุกเดือน

4.    นำยอดรายรับตั้งและลบด้วยยอดรายจ่าย จะเหลือเป็นรายได้สุทธิ

 

 ปฏิบัติคิดค่าใช้จ่ายและจัดทำบัญชี รายรับ-รายจ่าย

 

วัตถุประสงค์และประโยชน์ของการทำบันทึกรายรับรายจ่าย

1.      เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ และวางแผนการใช้จ่ายเงินของตนเอง

2.      เพื่อควบคุมการใช้จ่ายเงินให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

3.      เพื่อบันทึกเหตุการณ์ทีเกี่ยวกับการเงินที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งไว้ตามลำดับก่อนหลัง

4.      เพื่อป้องกันการหลงลืม และข้อผิดพลาดในการทำงาน

5.      ทำให้ทราบว่ามีเงินเหลือไว้เก็บออมหรือไม่

หลักปฏิบัติในการทำบันทึกรายรับรายจ่าย

1.      บันทึกรายการใช้จ่ายแต่ละวันในแต่ละสัปดาห์

2.      บันทึกค่าใช้จ่ายให้จดรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย

-          วัน เดือน ปี  ที่ซื้อสิ่งของนั้นๆ

-          จดชื่อสิ่งของที่จะซื้อ

-          จดราคาของต่อหน่วย และราคาแต่ละรายการ

-          บันทึกรายการใช้จ่ายโดยแยกประเภทรายจ่ายเป็นหมวดหมู่

3.      เมื่อถึงกำหนดหนึ่งสัปดาห์ ให้นำข้อมูลที่บันทึกในสมุดมาลงในตารางบัญชีรายจ่ายตามแบบฟอร์ม

4.      ทำแบบฟอร์มรายรับรายจ่ายตามความเหมาะสม

5.      วิธีลงรายการในแบฟอร์ม

5.1      หัวตารางบัญชี จะบอกว่าเป็นรายรับ- รายจ่ายประจำเดือน ปี ใด

5.2      แบ่งตารางออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้

-          ด้านซ้ายมือเป็นช่องของรายรับ มี 4 ช่อง

-          ด้านขวามือเป็นชองของรายจ่าย มี 7 ช่อง

ช่องของรายรับประกอบด้วย

1.      ลำดับที่

2.      วัน เดือน ปี

3.      รายการ

4.      จำนวนเงิน

ช่องของรายจ่ายประกอบด้วย

1.      ลำดับที่  คือ ครั้งที่ 1 ถึงครั้งสุดท้ายของเดือน

2.      วัน เดือน ปี  คือ วันเดือนปีที่ใช้จ่ายเงิน

3.      รายการ  ระบุรายละเอียดสิ่งของ

4.      จำนวน  คือ ปริมาณสิงของที่ซื้อ เช่น 1 โหล

5.      ราคา/หน่วย  คือ ราคาสิ่งของที่ซื้อมาตอหนึ่งหน่วย

6.      จำนวนเงิน  คือ ราคาของสิ่งของที่ซื้อทั้งรายการ

7.      หมายเหตุสำหรับในกรณีที่ต้องการบันทึกรายละเอียดเพิ่มเติม

 

         ในการปฏิบัติขนมไทยแสนอร่อยนั้นนับว่าเป็นงานที่สามารถนำมาประกอบอาชีพได้ ดังนั้นผู้เรียนจะต้องทราบถึงวิธีการคิดราคาค่าวัสดุอุปกรณ์และการคิดค่าบริการ และจะต้องรู้ด้านการทำบัญชี รายรับ – รายจ่าย

 

หลักการประมาณราคา

1.      ศึกษารายละเอียดในการทำขนมไทยนั้นๆ ให้เข้าใจเสียก่อน เช่น วัสดุที่ใช้ทำ อุปกรณ์เครื่อง

ครัวและอุปกรณ์ประกอบ

2.      วางแผนในการทำขนมไทย

3.      แยกรายละเอียดวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้

4.      กำหนดราคาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้

5.      ศึกษาราคาวัสดุอุปกรณ์ และขนมไทยประเภทเดียวกัน ในท้องตลาด

6.      จัดวางจำหน่าย และติดต่อลูกค้า

 

การจัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย

1.      ตีตารางทั้งด้านรายรับและด้านรายจ่าย

2.      บันทึกรายการรายรับและรายจ่ายลงในตาราง

3.      จดบันทึกเป็นวันๆ จนครบ 1 เดือน และจดบันทึกแบบนี้ทุกเดือน

4.      นำยอดรายรับตั้งและลบด้วยยอดรายจ่ายจะเหลือเป็นรายได้สุทธิ

 

( อ้างอิง  สมศักดิ์  วิราพร  การจัดการในบ้าน  012  หน้า 46 - 50  บริษัท  อักษรเจริญทัศน์  จำกัด  กรุงเทพมหานคร  10200 )

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รายรับ -  รายจ่ายประจำเดือน……………………………………..

รายรับ

 

ลำดับที่

ว ด ป

รายการ

จำนวนเงิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                               รวมรายรับ

                                               ยอดยกมาจากเดือนที่แล้ว

                                               รวมทั้งสิ้น

 

 

 

รวม   (……………………………………………………)

         บาท

 

รายจ่าย

 

ลำดับที่

ว ด ป

รายการ

จำนวน

ราคา/หน่วย

จำนวนเงิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                     รวมรายรับ

                     รวมรายจ่าย

                     คงเหลือ

 

 

 

 

 

รวม  (……………………………….)

 

 

           บาท

 

 

บรรณานุกรม

 

สุชาติ  เถาทอง.  และคณะ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  ศิลปะทัศนศิลป์   ช่วงชั้นที่ 4  .4-.6

           พิมพ์ครั้งที่ 2  ..  2546  บริษัท อักษรเจริญทัศ จำกัด   กรุงเทพฯ  

กมล  เวียสุวรรณ.  กลุ่มวิชาการงานและอาชีพ  งานช่างพื้นฐาน ง 013  .1 - .2  ฉบับปรับปรุง 

           ..  2533  พิมพ์ครั้งที่ 8  บริษัท อักษรเจริญทัศ จำกัด   กรุงเทพฯ 

นิตยา  เวียสุวรรณ.  กลุ่มวิชาการงานอาชีพ  งานผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น  015  .1 – .2 

           ฉบับปรับปรุง พ..  2533  พิมพ์ครั้งที่ 9  บริษัท อักษรเจริญทัศน์ จำกัด   กรุงเทพฯ 

สมศักดิ์  วิราพร.  กลุ่มวิชาการงานและอาชีพ  การจัดการในบ้าน  012  .1 – .2 ฉบับปรับปรุง

           ..  2533  พิมพ์ครั้งที่ 11  บริษัท อักษรเจริญทัศน์ จำกัด  กรุงเทพฯ

วณิชา  เพชรสุวรรณ.   กลุ่มวิชาการงานและอาชีพ  โครงงานผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น               

           321 – 322   . 3   ฉบับปรับปรุง  ..  2533  พิมพ์ครั้งที่ 1   บริษัท  อักษรเจริญทัศน์

           จำกัด  กรุงเทพฯ